
เจาะลึกงบการเงินไตรมาส 1/2569 ของ 3 ยักษ์ใหญ่หุ้นปั๊มน้ำมันในตลาดหุ้นไทย อย่าง OR, PTG และ BCP ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุและทวีความรุนแรงกระทบตลาดพลังงานโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุและทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาขายปลีกหน้าปั๊มเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน
จากสถานการณ์ "ต้นทุนพุ่ง แต่ราคาหน้าปั๊มถูกตรึง" นี้ ที่กลายเป็นบททดสอบสำคัญของหุ้นกลุ่มธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและโรงกลั่นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569
Thairath Money พาเจาะลึกงบการเงินไตรมาส 1/2569 ของ 3 ยักษ์ใหญ่หุ้นปั๊มน้ำมันในตลาดหุ้นไทย อย่าง OR, PTG และ BCP เพื่อดูว่าใครรอด ใครร่วง ท่ามกลางวิกฤตินี้
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 176,125 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 2,415 ล้านบาท ปรับลดลงถึง 44.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เหตุผลหลักมากดดันจากกลุ่มธุรกิจ Mobility (ค้าปลีกน้ำมัน) ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซิน จากผลกระทบของมาตรการตรึงราคาจำหน่ายที่ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับขึ้นราคาหน้าปั๊มให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้
แม้กำไรจะลดลง แต่ OR มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาฯ (EBITDA) รวมอยู่ที่ 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยปริมาณการขายน้ำมันผ่านธุรกิจค้าปลีกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 2,989 ล้านลิตร
ทั้งนี้ ดาวเด่นธุรกิจ Lifestyle อย่างร้าน Cafe Amazon มียอดจำหน่ายทะลุ 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 7.7% YoY จากการขยายสาขาและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG รายงานรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ปรับลดลง 1.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ธุรกิจน้ำมันที่ลดลงตามราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง
ด้านกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ พลิกเป็นขาดทุน 205 ล้านบาท ลดลงถึง 208.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหตุผลสำคัญเกิดจากธุรกิจน้ำมันที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรขั้นต้นต่อลิตรดิ่งลง 20.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามราคาตลาดโลก แต่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกได้ทันเนื่องจากการจัดการของกองทุนน้ำมัน ประกอบกับบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 19.4% ตามการขยายสาขาธุรกิจ Non-Oil
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวม 1,753 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้น
ในฝั่งธุรกิจ Non-Oil สามารถกวาดรายได้ 6,520 ล้านบาท เติบโต 22.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไฮไลท์คือ "ร้านกาแฟพันธุ์ไทย" ที่มีรายได้พุ่งขึ้นถึง 84.1% พร้อมเร่งสปีดขยายสาขาเพิ่มขึ้น 56.4% จนแตะ 2,308 สาขาทั่วประเทศ
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 142,528 ล้านบาท เติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นตามตลาดโลก และธุรกิจการตลาดที่มียอดขายขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์
ส่วนกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 6,144 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดมากกว่า 190% เป็นหุ้นที่ "รอดและรุ่ง" ที่สุดในกลุ่ม เหตุผลสำคัญมาจากธุรกิจโรงกลั่นที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 279,800 บาร์เรลต่อวัน
ประกอบกับค่าการกลั่นพื้นฐาน (Base GRM) พุ่งสูงถึง 18.57 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 14.59 ดอลลาร์สหรัฐจากปีก่อน จากอานิสงส์ส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยานและดีเซลที่พุ่งขึ้นช่วงอุปทานตึงตัว
นอกจากนี้ BCP ยังรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Inventory Gain) ถึง 8,299 ล้านบาท ซึ่งช่วยชดเชยผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ล่วงหน้าได้ทั้งหมด
ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันในธุรกิจการตลาดของกลุ่มบางจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,700 ล้านลิตร เติบโต 6% จากปีก่อน อย่างไรก็ดี ค่าการตลาดสุทธิของบริษัทก็ถูกบีบจากมาตรการตรึงราคาเช่นกัน โดยปรับลดลง 11% จากปีก่อน เหลือเพียง 0.73 บาท/ลิตร
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้