
จับตา Trump-Xi Summit การพบกันครั้งที่ 2 ในจีนของสองมหาอำนาจโลก ครั้งนี้จะเปิดโต๊ะเจรจาตั้งแต่ประเด็นสงครามการค้า เทคโนโลยี แร่หายาก ตลอดจนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกับหลายอุตสาหกรรม ด้านนักวิเคราะห์ต่างมองว่า หุ้นในกลุ่มชิป อากาศยาน เกษตรกรรม และ EV จะได้รับอานิสงส์จากการเจรจาครั้งนี้
หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์-อากาศยาน-รถยนต์ไฟฟ้า กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเปิดการเจรจาครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่ามกลางความคาดหวังว่า การพบกันครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามการค้าและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
เมื่อวานนี้ (13 พฤษภาคม) โดนัลด์ ทรัมป์เดินทางถึงแผ่นดินจีน พร้อมด้วยกลุ่มซีอีโอและตัวแทนของบริษัทเทคโนโลยี ตลอดจนบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา นับเป็นการเยือนจีนครั้งที่ 2 ของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี จนถูกมองว่าเป็น Summit หรือการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตา
ประเด็นสำคัญบนโต๊ะเจรจาจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่อง ภาษีนำเข้า แร่หายาก (Rare Earths) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไต้หวัน ไปจนถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อท่าทีด้านการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ หลังทั้งสองประเทศยกระดับมาตรการควบคุมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่องมาหลายปี
ตามรายงานของ CNBC ระบุว่า นักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์การลงทุนมองว่า นักลงทุนควรจับตาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการบิน รวมถึงผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ หากทั้งสองมหาอำนาจสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้แม้เพียงบางส่วน
หนึ่งในความเป็นไปได้คือ จีนอาจเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ข้าวโพด ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) น้ำมันดิบ รวมถึงเครื่องบิน Boeing เพื่อแลกกับการผ่อนคลายภาษีที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเฟนทานิล (ก่อนหน้านี้ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีกับประเทศที่เป็นเส้นทางของยาเสพติดชนิดนี้ ซึ่งจีนถูกมองว่าเป็นแหล่งสำคัญของสารตั้งต้นเฟนทานิล)
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองด้วยว่า สหรัฐฯ ต้องการทำข้อตกลงให้จีนซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานเพิ่มเติม แต่ข้อตกลงนี้อาจขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันด้วย รวมไปถึงประเด็นการลดภาษีและผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีบางส่วน
ในด้านของตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา หุ้นของ Nvidia ปิดบวก 2.3% หลังซีอีโอเจนเซ่น หวง ตัดสินใจเข้าร่วมคณะเดินทางไปจีนแบบนาทีสุดท้าย ขณะที่หุ้นชิปเจ้าอื่นอย่าง Micron ปรับขึ้น 4.8% และ Qualcomm ปรับตัวขึ้น 1.4% ด้านยานยนต์ไฟฟ้า Tesla ปิดบวก 2.7% ส่วนอากาศยาน Boeing ปรับขึ้น 1.6%
CNBC ระบุว่า Boeing ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด หากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มคลี่คลาย เนื่องจาก Boeing ถือเป็นทั้งผู้ส่งออกสำคัญของอเมริกา และเป็นไพ่ต่อรองสำคัญในการเจรจาการค้ากับปักกิ่งมาโดยตลอด
Kelly Ortberg ซีอีโอของ Boeing เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ทรัมป์เชิญให้ร่วมเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ด้วย
นักวิเคราะห์มองว่า จีนอาจสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing เพิ่มเติม เพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลายภาษีและการรักษาเสถียรภาพทางการค้า ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด หลังความตึงเครียดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบเครื่องบินให้สายการบินจีนอย่างหนัก
Ronald Epstein นักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุในบทวิเคราะห์ว่า Boeing อาจเป็น “ผู้ชนะ” ที่ชัดเจนที่สุดของการประชุมครั้งนี้ พร้อมเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จีนจะสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing รุ่น 737 Max ราว 500 ลำ ซึ่งจะเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ครั้งแรกจากจีนในรอบเกือบ 10 ปี
ด้าน George Ferguson นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence มองว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการสั่งซื้อ Boeing ระหว่างการประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ การสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing ยังเท่ากับว่าเป็นการสั่งซื้อเครื่องยนต์จาก General Electric ไปพร้อมกัน และจะไปช่วยเพิ่มความต้องการในอุปกรณ์อากาศยาน ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจ Collins Aerospace ภายใต้ RTX อีกด้วย
นักลงทุนยังจับตาเมกะดีลที่จีนอาจจะตัดสินใจซื้อสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดย Wolfe Research คาดว่า จีนอาจประกาศแผนซื้อสินค้าเกษตรและพลังงานเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตร ผู้ผลิต LNG และผู้ส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ
Kristen Owen นักวิเคราะห์จาก Oppenheimer มองว่า หุ้นที่อาจได้อานิสงส์มากที่สุดคือ Deere & Company ผู้ผลิตรถแทรกเตอร์รายใหญ่ และ Corteva ผู้ให้บริการเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม Wolfe เตือนนักลงทุนว่า ไม่ควรคาดหวังมากเกินไปกับดีลนี้ เพราะจีนมีประวัติที่ทำได้ไม่ครบตามข้อตกลงในอดีต โดยเฉพาะข้อตกลงการค้า Phase One ในปี 2020 ที่เคยช่วยลดความตึงเครียดในสงครามการค้ารอบแรกของยุคทรัมป์ แต่ท้ายที่สุดจีนกลับนำเข้าสินค้าได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตกลงไว้
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นอีกกลุ่มที่ถูกจับตามองอย่างหนักในระหว่างการประชุม Trump-Xi ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองมหาอำนาจแข่งขันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะจีนที่กำลังสร้างอุตสาหกรรมชิปภายในประเทศตัวเองให้แข็งแกร่ง
ก่อนหน้านี้ Nvidia ก็เพิ่งได้รับใบอนุญาตให้ขายชิปบางรุ่นให้กับลูกค้าในจีนได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวเล็ก ๆ ในการกลับเข้าสู่ตลาดชิปที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง แถมการตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมทริปกับทรัมป์ในนาทีสุดท้ายของเจนเซ่น หวง ยังถูกมองว่ามีนัยยะสำคัญต่อการเจรจาครั้งนี้
นักวิเคราะห์จาก Bank of America มองว่า การประชุมครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยบวกต่อ ASML Holding หากทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปและการจัดหาแร่หายากได้
Didier Scemama นักวิเคราะห์ของ Bank of America เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแต่เสียกับเสียหากไม่หาผลลัพธ์ตรงกลาง และหากมีการผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกจริง ก็อาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณรายได้ของบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ เพราะปัจจุบัน Nvidia ประเมินธุรกิจโดยสมมติว่ายอดขายในจีนเป็นศูนย์
Bank of America ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ในเดือนตุลาคมปีก่อน ที่หลังจากทรัมป์ และสี จิ้นผิง พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ปริมาณการส่งออกแร่หายากก็เพิ่มขึ้น และมีการชะลอมาตรการแบนการส่งออกชิปใหม่เป็นเวลา 1 ปี สำหรับบริษัทที่อยู่ในบัญชี Entity List ของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์เชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวช่วยให้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์จีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2025
อย่างไรก็ตาม ฝั่งบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของจีนอาจเผชิญแรงขายในระยะสั้น หากข้อจำกัดด้านการส่งออกถูกผ่อนคลาย เพราะนักลงทุนอาจมองว่า การพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนกันเองในประเทศอาจไม่จำเป็นแล้ว
นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุว่า แม้จีนจะยังไม่ล้มเลิกเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมชิปภายในประเทศ เพราะการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในระยะยาวยังคงมีความเสี่ยง แต่แรงขายที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นจังหวะเข้าซื้อสำหรับนักลงทุนระยะยาว
Jefferies ยังระบุว่า Advanced Micro-Fabrication Equipment ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่น่าจับตาในกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของจีน
หุ้นในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่นักลงทุนเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley มองว่า Contemporary Amperex Technology หรือ CATL ของจีนมีแนวโน้มทำผลงานได้ดี โดยมองว่า ข้อตกลงให้สิทธิเทคโนโลยีกับ Ford Motor Company ของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นต้นแบบของความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างสหรัฐฯ และจีนในอนาคต หากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการประชุม Trump-Xi
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาว่า การประชุมครั้งนี้อาจจะเปิดทางให้เกิดการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้น โดย Barclays มองว่า อาจมีโอกาสที่สหรัฐฯ จะเปิดรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากจีนมากขึ้นอีกด้วย
แม้เช่นนั้น ทั้งสองประเทศยังมีแนวโน้มที่จะคงข้อจำกัดในเทคโนโลยีที่ถือว่ายังอ่อนไหวในเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น AI ชิปขั้นสูง หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่า ตลาดจะได้เห็นสัญญาณผ่อนคลายระยะสั้นไปก่อน
ที่ผ่านมา จีนใช้การควบคุมตลาดแร่หายาก หรือ Rare Earth เป็นเครื่องมือต่อรองทางยุทธศาสตร์มาโดยตลอด และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ เร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง
Bill Peterson นักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase ระบุว่า หากทั้งสองประเทศสามารถตกลงเรื่องการส่งออกแร่หายากได้ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อหุ้นของ MP Materials ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้เล่นสำคัญของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมนี้
ในปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เข้าถือหุ้นใน MP Materials ซึ่งจุดชนวนให้ราคาหุ้นบริษัทพุ่งขึ้นมากกว่า 100% นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเข้าถือหุ้นในบริษัทเหมืองแร่สำคัญอื่น ๆ เช่น USA Rare Earth รวมถึงบริษัทด้านแร่สำคัญอย่าง Lithium Americas และ Trilogy Metals ด้วย
ที่มา: CNBC, Bloomberg, The Guardian
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney