
Samsung Electronics โชว์ผลงานดี ปีนี้หุ้นโตมาแล้ว 4 เท่า หลังกำไรไตรมาสที่ 1/2026 ไตรมาสเดียวสูงกว่าทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา ดันมูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทที่สองของเอเชีย
หุ้นของ Samsung Electronics พุ่งขึ้นกว่า 15% ในช่วงเช้าวันนี้ (6 พฤษภาคม) ส่งผลให้มูลค่าตามตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านชิปของเกาหลีใต้ทะยานทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสที่นักลงทุนทั่วโลกทุ่มเงินเข้าซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างต่อเนื่อง
การทะยานขึ้นของหุ้น Samsung ครั้งนี้ ส่งให้บริษัทกลายเป็นรายที่ 2 ในเอเชียที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า Samsung เคยแตะระดับล้านล้านดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ราคาหุ้นของ Samsung ในครั้งนี้ยังทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มสร้างสถิติการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย
แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งอย่างมาก ซึ่ง Samsung Electronics เพิ่งรายงานผลประกอบการออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นมากกว่า 8 เท่าหรือ 750% จากปีก่อน แตะ 57.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 39,317 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 1.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133.9 ล้านล้านวอน (ประมาณ 92,032 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 2.9 ล้านล้านบาท*)
ที่น่าสนใจคือ กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกเพียงไตรมาสเดียวของบริษัทนั้นสูงกว่ากำไรตลอดทั้งปี 2025 ที่อยู่ที่ 43.6 ล้านล้านวอนเสียอีก สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์และความต้องการในชิปความจำที่เพิ่มมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือรายงานจาก Bloomberg ที่ระบุว่า Apple ได้เริ่มหารือเบื้องต้นกับทั้ง Samsung และ Intel เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์ Apple ภายในสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา TSMC ในฐานะซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียว
ไม่ใช่แค่ Samsung เท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์ หุ้นของยักษ์ใหญ่ชิปหน่วยความจำอีกรายของเกาหลีใต้คือ SK Hynix ก็พุ่งขึ้นมากกว่า 10% เช่นกัน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI ปรับตัวขึ้นมากกว่า 5% ทะลุระดับ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การเติบโตของยอดขายชิปหน่วยความจำความเร็วสูง หรือ HBM (High-Bandwidth Memory) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรของ Samsung อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ยังเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก หลังจากเสียความได้เปรียบในตลาด HBM ให้กับคู่แข่งอย่าง SK Hynix
ที่ผ่านมา Samsung พยายามเร่งไล่ตามและลดช่องว่างกับ SK Hynix ในตลาดหน่วยความจำสำหรับ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทประกาศว่าได้กลายเป็นผู้ผลิตรายแรกของโลกที่เริ่มผลิตชิป HBM4 ในระดับแมสโปรดักชัน พร้อมเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าบางรายแล้ว แม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อก็ตาม
HBM4 ถือเป็นเทคโนโลยีหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นที่ 6 และเป็นรุ่นล่าสุดในปัจจุบัน โดยคาดว่าชิปรุ่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในสถาปัตยกรรม AI รุ่นใหม่ของ Nvidia ที่ชื่อว่า Vera Rubin ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI ขั้นสูงใน Data Center
นักวิเคราะห์มองว่า การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้น Samsung นี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ภาวะอุปทานตึงตัว และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทที่ดีขึ้นในตลาด HBM
ตามรายงานของ CNBC นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ Morningstar อย่าง Yu Jing Jie ระบุว่า “ขณะนี้ตลาดกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนชิป DRAM และ NAND อย่างรุนแรง จากความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูงมาก เพราะ AI ต้องใช้ทั้งแบนด์วิดท์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล”
สำหรับ DRAM คือหน่วยความจำความเร็วสูงแบบชั่วคราวที่ใช้เก็บข้อมูลระหว่างที่โปรเซสเซอร์กำลังประมวลผล ขณะที่ NAND เป็นหน่วยความจำสำหรับจัดเก็บข้อมูลระยะยาว ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลไว้ได้แม้ปิดเครื่อง
แม้ผู้ผลิตชิปทั่วโลกกำลังเร่งเพิ่มกำลังการผลิต แต่การสร้างกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ใหม่ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี กว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้เต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าอุปทานจะยังคงตึงตัวในระยะสั้น และเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรและอัตรากำไรของผู้ผลิตชิปจะเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ด้าน Rolf Bulk หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของ The Futurum Group มองว่า แม้โรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ของหลายบริษัทจะทยอยเปิดดำเนินงานในอีกหลายปีข้างหน้า แต่ราคาของหน่วยความจำที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Samsung และผู้เล่นรายอื่น น่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เขายังเสริมด้วยว่า เสียงตอบรับจากลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ HBM4 รุ่นล่าสุดของ Samsung เป็นไปในเชิงบวก ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับ SK Hynix ได้มากขึ้น
แม้ปัจจุบัน SK Hynix จะยังครองความเป็นผู้นำในตลาด HBM ด้วยส่วนแบ่งราว 55% เทียบกับ Samsung ที่มีอยู่ประมาณ 25% แต่นักลงทุนเริ่มกังวลกับช่องว่างดังกล่าวน้อยลง เนื่องจากในช่วงหลัง ความสามารถในการทำกำไรของ DRAM แบบดั้งเดิมกลับแซงหน้ากำไรจากตลาด HBM ไปแล้ว ทำให้ Samsung ยังคงมีฐานธุรกิจหน่วยความจำที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะยาว
*อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2026
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney