
จับตาหุ้นแบงก์หลัง TISCO โชว์งบ Q1/69 กำไรโต 5.5% ขณะที่ภาพรวมแบงก์ยังถูกกดดันดอกเบี้ยขาลง ฉุด NIM ต่อเนื่อง โบรกฯ คาดกำไรทั้งปีหด 2% จับตา ธปท. รื้อค่าฟี กระทบกลุ่มแบงก์ใหญ่
ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ตลาดหุ้นไทยในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 นี้ กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปี นั่นคือช่วงเวลาของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์
ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่นักลงทุนทั่วประเทศต่างเฝ้าจับตาตัวเลขทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าสถาบันการเงินของไทยสามารถรับมือกับคลื่นลมทางเศรษฐกิจ ทั้งจากปัจจัยความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและแรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างไรบ้าง
แน่นอนว่าตามธรรมเนียมปฏิบัติของตลาดหุ้นไทยและจากตารางคาดการณ์ของบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารแรกที่จะประเดิมเปิดเผยงบการเงินให้เราได้เห็นภาพรวมก่อนใครเพื่อนคือ TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากที่ TISCO ได้ลั่นระฆังประกาศงบแล้ว สถาบันการเงินอื่นๆ ก็จะทยอยตบเท้าประกาศผลประกอบการตามมาในช่วงถัดไป
ล่าสุด TISCO ได้รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทำกำไรสุทธิได้ที่ 1,733.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังขยายตัวได้ 5.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกำไรในไตรมาสนี้มาจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งทำได้ถึง 1,719.56 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ
ทั้งธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ฟื้นตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาด ไปจนถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน
ในฝั่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ก็ยังคงทำได้ดีที่ระดับ 3,443.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน และ 0.8% จากไตรมาสก่อน ซึ่งแม้ว่าธนาคารจะต้องเผชิญกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ TISCO ได้รับผลดีจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงตามต้นทุนเงินฝากที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในภาวะดอกเบี้ยขาลง
หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมธนาคาร จะพบว่ากลุ่มธนาคารกำลังเผชิญกับความท้าทายจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงอย่างชัดเจน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 4 ครั้งในปี 2568 มาอยู่ที่ 1.25% และล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ปรับลดลงอีก 0.25% จนเหลือเพียง 1.00%
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด ประเมินว่า ภาวะดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงนี้ ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร โดยคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เฉลี่ยของกลุ่มในไตรมาส 1/2569 จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.9%
ผลกระทบจาก NIM ที่อ่อนแอและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน (FVTPL) ที่ลดลง ทำให้ บล.พาย คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของธนาคาร 9 แห่งในไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปรับลดลง 6.6% จากปีก่อน
อย่างไรก็ดี หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ 12.5% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ คาดว่าสินเชื่อรวมในไตรมาส 1/2569 จะทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 12.2 ล้านล้านบาท แต่หดตัว 0.8% จากปีก่อน ขณะที่คุณภาพหนี้ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ โดย NPL ratio เฉลี่ยจะทรงตัวที่ราว 3.7%
ภาพรวมความท้าทายเหล่านี้ทำให้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารตลอดทั้งปี 2569 จะปรับตัวลดลงประมาณ 2% จากปีก่อน
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวคือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) “เรื่องมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่” ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
โดยจะครอบคลุมธุรกรรม 17-19 รายการ อาทิ ค่ารักษาบัญชี, ระบบบาทเนต และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ เป็นต้น
เรื่องนี้ ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีมุมมองว่า แม้ข่าวการคุมค่าธรรมเนียมอาจจะเข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อประมาณการกำไรจะอยู่ในวงจำกัด
สาเหตุเพราะโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารได้ปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีการฟรีค่าธรรมเนียมการโอนเงินในปี 2561 แล้ว
ทั้งนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มากกว่า เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมที่สูง โดย KBANK จะเป็นธนาคารที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดเพราะมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ที่ 18% ขณะที่ KTB จะรับผลกระทบน้อยกว่าเพื่อนที่สัดส่วน 14%
ในทางกลับกัน แม้ธนาคารอย่าง KKP และ TISCO จะมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมสูงถึง 23-25% แต่กลับได้รับผลกระทบน้อย เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมของทั้งสองแห่งนี้มาจากฝั่งตลาดทุนเป็นหลัก โดย TISCO มีสัดส่วนจากตลาดทุนและแบงก์แอสชัวรันส์สูงถึง 83% ของค่าธรรมเนียมรวม และ KKP อยู่ที่ราว 68%
นอกจากนี้ บล.เอเซีย พลัส ยังชี้ให้เห็นว่า ทุกๆ 2% ของค่าธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลงไป จะกระทบต่อกำไรไม่เกิน 1%
พร้อมกันนี้ ธปท. ยังมีการส่งสัญญาณคงเกณฑ์ชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% เพื่อผ่อนคลายภาระลูกหนี้ แทนที่จะกลับไปใช้เกณฑ์ 10% ในปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตพอร์ตบัตรเครดิต และเป็นบวกต่อ BAY, KBANK และ SCB อย่างชัดเจน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้