
ในวันที่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ “อินเดีย” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป จากประเทศที่เคยถูกมองว่ามีความซับซ้อนและเข้าถึงยากในอดีต วันนี้อินเดียกำลังผงาดขึ้นเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนโลก
ทำให้เราต้องลบภาพจำของอินเดียแบบเดิม แล้วมองดูภาพใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation และอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งปัจจุบันอินเดียไม่ได้มีดีแค่จำนวนแรงงานมหาศาล แต่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงได้จัดสัมมนา “Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ ถ่ายทอดมุมมองเชิงลึก เจาะศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดียที่ยังเติบโตสูง สวนกระแสเศรษฐกิจโลก ชี้ช่องศักยภาพอินเดียทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภค และฐานการลงทุน เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยก่อนลงสนามจริง ยืนหยัดเคียงข้างให้การสนับสนุน ทั้งองค์ความรู้ และเงินทุนครบวงจรให้พร้อมบุกตลาดอินเดียอย่างยั่งยืน
ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นและทรงอิทธิพลมากขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ “อินเดีย” ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกกว่า 1,440 ล้านคน เท่านั้น
แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษข้างหน้า ทั้งในฐานะฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก, ศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีชั้นนำ และตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาล
และวันนี้บทบาทของอินเดียบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้ปรากฏชัดเจนและทรงพลังยิ่งกว่าในอดีต ปัจจุบันอินเดียได้ผงาดขึ้นเป็น เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก และเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในปี 2568 เศรษฐกิจอินเดียมีการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 7.6%
แต่สิ่งที่ทำให้อินเดียมีความโดดเด่นไม่น้อยหน้าไปกว่าขนาดของ GDP คือ “พลังของตลาดภายในประเทศ” โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มคนชั้นกลาง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นประมาณ 600 ล้านคน ภายในปี 2573 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้เองที่กำลังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในระดับโลก ทำให้อินเดียไม่ใช่เพียง “ตลาดแห่งอนาคต” ที่ต้องรอคอยอีกต่อไป แต่เป็นตลาดที่กำลังเปิดประตูแห่งโอกาสให้เราได้ก้าวเข้าไปในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าอินเดียเป็นตลาดที่มีความหลากหลายและมีความซับซ้อนสูง ทั้งในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐ กฎระเบียบข้อบังคับที่ละเอียดอ่อน รวมถึงวัฒนธรรมทางธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ตลาดอินเดียจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองหาโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างถ่องแท้ การเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสม และการมีวิสัยทัศน์ในระยะยาว
ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดสัมมนา “Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย” เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจในอินเดียอย่างรอบด้าน โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารกรุงเทพในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกจังหวะการเติบโต และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“จากประสบการณ์ที่ธนาคารสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ธนาคารเข้าใจดีว่าการก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนอย่างอินเดียนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากกว่าเงินทุน คือองค์ความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในบริบทท้องถิ่น รวมทั้งเครือข่ายที่เชื่อถือได้ และพันธมิตรที่พร้อมให้การสนับสนุนตลอดเส้นทาง ธนาคารกรุงเทพจึงพร้อมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ ด้วยบริการครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอินเดีย ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่งเสริมการค้าเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าไม่ได้เดินทางไปยังตลาดอินเดียเพียงลำพัง เพราะอินเดียไม่ใช่เพียงโอกาสของวันข้างหน้า แต่เป็นโอกาสของวันนี้สำหรับผู้ที่เตรียมความพร้อมมาอย่างดีที่สุด” ชาติศิริ กล่าว
ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า อินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากประเทศกำลังพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต เทคโนโลยี และตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของโลก ดังนั้น "อินเดีย" จึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกแต่คือ "ทางรอด" ของภาคธุรกิจไทยที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน
“จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องด้วยนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการลงทุน อย่างนโยบาย Make in India และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงภาคธุรกิจไทย โดยการลงทุนในอินเดียจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและการวางกลยุทธ์ระยะยาว รวมทั้งการสร้างพันธมิตรที่เหมาะสม เพราะทั้ง 28 รัฐ ต่างมีกฎระเบียบ วัฒนธรรม และโอกาสแตกต่างกัน ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอินเดียล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือเข้าไปด้วยมุมมองระยะยาว เลือกพื้นที่และพันธมิตรให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
ดร.กอบศักดิ์ ยังได้วิเคราะห์ว่า อินเดียคือเขตเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 6-7% ต่อปี ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่โตเร็วที่สุดในโลกแซงหน้าจีนไปแล้ว อีกทั้งยังมีจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลกกว่า 1,400 ล้านคน โดยเป้าหมายในอนาคตอันใกล้คือการก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ความสำคัญของอินเดียทวีคูณขึ้นเมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งแรก เนื่องจากปัจจุบันโลกติดหล่มสงครามการค้าและนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ทั้งเรื่องกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้า
ยุทธศาสตร์ที่ ดร.กอบศักดิ์ เน้นย้ำคือ การลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 20% โดยตั้งเป้าหมายว่าต้องลดสัดส่วนนี้ลงให้เหลือเพียง 10%เพื่อสร้างเกราะป้องกันหากวันใดวันหนึ่งสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการกดดันไทยไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม การหาพันธมิตรใหม่อย่างอินเดียจึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าคนอินเดียมีความระแวงต่อทุนจีน ทำให้เป็นโอกาสทองของนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปทำตลาดโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนมากนักเหมือนในพื้นที่อื่น
ดังนั้นในงานสัมมนาทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าอินเดียแต่ละพื้นที่มีความต้องการต่างกัน ในแถบ กัลกัตตา (เบงกอลตะวันตก) ซึ่งยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาและตามหลังไทยอยู่เล็กน้อย จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมที่ไทยเชี่ยวชาญ เช่น ระบบห้องเย็น โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการแปรรูปอาหาร ขณะที่ทางตอนใต้แถบ เจนไน (ทมิฬนาดู) มีการพัฒนาที่ล้ำหน้าไปไกลกว่า โดยโดดเด่นในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง IT Data Center ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google และ Amazon รวมถึงอุตสาหกรรมยา
นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสอันมหาศาลจากโครงการ Land Bridge ของรัฐบาล โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งตะวันตกที่ระนอง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับเจนไน หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งสินค้าจากไทยไปอินเดียจากเดิมที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งใช้เวลาร่วม 3 สัปดาห์ ให้เหลือเพียง 3-4 วัน เท่านั้น ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกไปอย่างสิ้นเชิง
ในด้านการท่องเที่ยว ปีที่ผ่านมามีชาวอินเดียเดินทางมาไทยถึง 2.5 ล้านคน สูงเป็นอันดับต้นๆ และในปีนี้ ไทยได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจคนอินเดียแทนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะจากคนอินเดียที่ถือพาสปอร์ตกว่า 90 ล้านคน ไทยเพิ่งได้มาเพียงส่วนน้อย หากขยับขึ้นไปเป็น 4-6 ล้านคน จะช่วยสร้างสมดุลทดแทนตลาดจีนได้อย่างดี โดยเฉพาะพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น การชอบลุ้นโชค การมาจัดงานแต่งงานที่หรูหราและใช้จ่ายสูง ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบทั้งเรื่องราคา คุณภาพโรงแรม และระยะเวลาการเดินทางที่สั้น
ดร.กอบศักดิ์ ยังให้คำแนะนำถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่า แม้ราคาน้ำมันจะมีความผันผวน โดยเคยดีดขึ้นไปถึง 120 ดอลลาร์ และปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 103-105 ดอลลาร์ (น้ำมันดิบเบรนท์) หลังจากเริ่มมีสัญญาณบวกจากการเจรจา แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป รัฐบาลไทยจึงต้องรับมือกับวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งสงครามการค้า สงครามทหาร และปัญหาน้ำมัน
โดยสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือการสร้าง "เกราะคุ้มกัน" ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเร่งสร้างความเข้มแข็งในประเทศผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง หรือการดูแลอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (ประมาณ 33 บาท ต่อดอลลาร์) เพื่อช่วยภาคการส่งออกและการเกษตร
“ทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบันมีความผสมผสานระหว่างผู้เชี่ยวชาญภาครัฐและเอกชนได้ดี ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งทำ สนธิสัญญาฟรีเทรด (FTA) แบบทวิภาคี ไทย-อินเดีย โดยไม่ต้องรออาเซียน เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า ส่วนทางด้านธนาคารกรุงเทพมีความพร้อมที่จะเป็น "เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน" ในการพานักธุรกิจไทยไปบุกตลาดอินเดีย ด้วยเงินทุนที่เข้มแข็งและสภาพคล่องที่เพียงพอ พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงวิกฤติเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โอกาสใหม่ในเอเชียที่จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า และ Unlock India เปิดประตูสู่อินเดียได้อย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การค้าไทยให้ก้าวกระโดดไปไกลกว่าเดิม บนรากฐานของความเชื่อมั่นที่ว่าโอกาสมีอยู่ทุกที่ สำหรับคนที่พร้อมปรับตัวและกล้าที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าก่อนใคร” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับ งาน Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย ภายในงานประกอบด้วยการเสวนา 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงที่ 1 "โอกาสของไทยในอินเดีย" เปิดมุมมองจากภาครัฐ โดย ชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี, ศิริพร ตันติปัญญาเทพ กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา และรชา อารีพรรค กงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน ร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของอินเดียในเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ตลอดจนความแตกต่างของแต่ละรัฐ
มีช่วงหนึ่งที่ ชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ให้มุมมองว่า อินเดียในฐานะเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก กำลังก้าวสู่การเป็นอันดับ 3 ของโลกแซงเยอรมนีภายในปีหน้า และมีวิสัยทัศน์สู่ประเทศพัฒนาแล้วในปี 2590 และในเชิงดิจิทัลที่ทำให้ปัจจุบันอินเดียมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเกือบพันล้านคน
โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ความเจริญเติบโตของดิจิทัลรวดเร็วกว่าในเมืองถึง 4 เท่า ระบบการชำระเงิน UPI และการปฏิรูปภาษี GST ให้เรียบง่ายขึ้น จนกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ปลดล็อกศักยภาพของ Startup และผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลสามารถขายสินค้าไปทั่วประเทศได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส รวมทั้งเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งจากภายในถึง 60%
ทั้งนี้ "อินเดียตะวันออก" (พิหาร, เวสต์เบงกอล, โอริสา) คือขุมทรัพย์ใหม่ที่มีประชากรกว่า 350 ล้านคน และมีอัตราเติบโตสูงถึง 20% ซึ่งถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ธุรกิจไทยต้องเร่งเข้าปักหมุดก่อนตลาดจะเต็มไปด้วยผู้เล่นรายใหญ่
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงนโยบาย มาตรการส่งเสริมการลงทุน และกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐอินเดียที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน และข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับภาคธุรกิจไทยที่สนใจเริ่มต้นหรือขยายการลงทุนในตลาดอินเดีย อีกด้วย
และในวงเสวนาช่วงที่ 2 "Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย" เป็นการถอดบทเรียนจากภาคเอกชน นำเสนอประสบการณ์จริงจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย ได้แก่ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และไทยซัมมิทกรุ๊ป ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจอินเดียและทิศทางการเปลี่ยนแปลง โอกาสและกลยุทธ์การลงทุน อุปสรรคและการปรับตัว รวมถึงคำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจไทยและ SME ที่สนใจก้าวสู่ตลาดอินเดียอย่างมั่นคง