
MALEE กางแผนธุรกิจส่ง Malee Applied Sciences (MAS) ลุย Food Tech เจาะเทรนด์สุขภาพ ตั้งเป้ารายได้โต 9-12% สู้ศึกกำไรวูบ-ราคาหุ้นตกต่ำ
ท่ามกลางแรงกดดันจากผลประกอบการและราคาหุ้นที่ปรับตัวลง บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้ ผลไม้กระป๋อง และเครื่องดื่มแบรนด์ "มาลี" (Malee) ชั้นนำของไทย กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุน
หลังปี 2568 กำไรสุทธิหดตัวแรงเกือบ 36% จากปัจจัยลบทั้งยอดขายที่ชะลอลงและรายการพิเศษ ขณะที่ราคาหุ้นในรอบ 1 ปียังติดลบกว่า 30% สะท้อนแรงกดดันทั้งเชิงพื้นฐา นและมุมมองตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างไรก็ตาม MALEE เริ่มขยับเกมธุรกิจครั้งสำคัญ ด้วยการส่ง “Malee Applied Sciences (MAS)” เข้ามาเป็นหัวหอกในการสร้างนวัตกรรม เจาะเทรนด์สุขภาพและความงามระดับโลก
พร้อมวางเป้าหมายพลิกโครงสร้างรายได้และดันการเติบโตกลับมาอยู่ในช่วง 9-12% ในปี 2569 ท่ามกลางความหวังในการยกระดับสู่การเป็น Global Well-being Company และเปิดเกมรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ MALEE กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ หลังผลประกอบการในปี 2568 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและรายการพิเศษ จนส่งผลให้กำไรสุทธิทรุดตัวลงอย่างหนัก และสะท้อนภาพมายังราคาหุ้นบนกระดานที่นักลงทุนซึ่งถือครองหุ้นมาในรอบ 1 ปี ต้องเผชิญกับผลขาดทุนที่ทะลุ 30%
หากย้อนดูผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2564 - 2568) ของ MALEE พบว่ามีรายละเอียดดังนี้
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 MALEE มีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ 7,848.3 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ อยู่ที่ 197.4 ล้านบาท ลดลงถึง 35.9% จากปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ลดลงในกลุ่มสินค้ารับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านชายแดนไทย-กัมพูชา และการชะลอตัวของยอดขายน้ำผลไม้ในเวียดนาม
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสำรองค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-off) สูงถึง 128.4 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการดังกล่าว บริษัทจะมีกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 325.8 ล้านบาท
จากผลประกอบการที่อ่อนแอลงนี้ ได้กดดันให้ราคาหุ้นของ MALEE ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลัง ณ ราคาปิด วันที่ 1 เมษายน 2569 พบว่า
เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MALEE กล่าวว่า ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบความไม่แน่นอนและความผันผวนของตลาดหุ้นไทยโดยรวม ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นลงตามสภาวะตลาดด้วยเช่นกัน
บริษัทเชื่อมั่นว่าหากสามารถสร้างความแข็งแกร่งและมีแผนงานที่ชัดเจนในอนาคต ราคาหุ้นก็จะสามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานและปรับตัวไปได้ โดย บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ Malee Applied Sciences (MAS) จะเป็น "อาวุธลับ" ที่จะเข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้
ซึ่งจะเป็นการปรับพอร์ตโฟลิโอสินค้าให้สอดรับกับเทรนด์โลกในอนาคต ที่มุ่งเน้นเรื่องการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี จากการนำนวัตกรรมจาก MAS เข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมธุรกิจของบริษัทกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
เอกรินทร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัท พึ่งพาธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) อยู่ที่ 66% ขณะที่ธุรกิจแบรนด์ของบริษัทเอง (Own Brand) มีสัดส่วน 33% โดยมีรายได้ในประเทศ 66% และต่างประเทศ 34%
ดังนั้น บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศอีกมาก โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดศักยภาพสูง และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Own Brand ภายในปี 2571 ให้เพิ่มขึ้นเป็น 55% พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 9-12% ในปี 2569
ด้วยแผนยุทธศาสตร์ใหม่ที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเพียงผู้ผลิตน้ำผลไม้ที่เน้นความอร่อยสดชื่น ไปสู่เป้าหมายการเป็น "Global Well-being Company" เพื่อให้สอดรับกับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่างเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนยาว
ในปีนี้บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เฉลี่ยปีละ 2-3 รายการ ซึ่งครึ่งหลังของปี 2569 นี้ก็จะมีสินค้าใหม่ออกมาต่อเนื่อง ซึ่ง MAS จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของกลุ่มบริษัท
ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง กรรมการผู้จัดการ MAS ระบุว่า MAS จะเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี นวัตกรรมการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญที่ช่วยส่งสารสำคัญให้ทำงานได้อย่างแม่นยำตรงจุดในระดับเซลล์
ปัจจุบัน MAS ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีนำส่งสารสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสกินแคร์และความงาม จนสามารถจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้แล้วถึง 12 รายการ และจะมีการพัฒนาสินค้าอื่นๆ ต่อเนื่องในอนาคต
เรืองรัตน์ ว่องสุวรรณเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส MALEE เปิดเผยว่า MAS จะเน้นทำตลาดแบบ B2B เพื่อเสิร์ฟนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าของแบรนด์ โดยมีบริการไฮไลต์คือการรับออกแบบและพัฒนาระบบนำส่งสารเฉพาะแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างให้คู่ค้า
สำหรับกลยุทธ์การตลาด จะเดินหน้าขยายตลาดในประเทศผ่านเครือข่ายตัวแทนจัดจำหน่ายวัตถุดิบนวัตกรรม เพื่อส่งต่อโซลูชันขั้นสูงให้แก่ผู้ประกอบการและโรงงานผลิตในกลุ่มสกินแคร์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วประเทศ (B2B) ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าในระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังเปิดตัวบริการใหม่ในการออกแบบและพัฒนาระบบนำส่งสารสำคัญเฉพาะแบรนด์ โดยอาศัยเทคโนโลยีการห่อหุ้มสารขั้นสูงของบริษัท เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าสามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
พร้อมรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดเชิงยุทธศาสตร์อย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น
ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อ MALEE ว่าแม้กำไรไตรมาส 4/2568 จะยังอยู่ในระดับต่ำจากการตั้งสำรองพิเศษ แต่รายได้หลักเริ่มประคองตัวได้จากการฟื้นตัวในประเทศ
พร้อมประเมินกำไรปกติในปี 2569 จะอยู่ที่ 308 ล้านบาท เติบโต 4% จากปีก่อน ซึ่งโดยคาดว่ารายได้และอัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเปิดตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 5.60 บาทต่อหุ้น (อิง P/E 10 เท่า) ซึ่งยังมีอัปไซด์จากราคาปัจจุบันถึง 30% โดยมองว่าราคาหุ้นได้ผ่านการปรับฐานลงมามากแล้ว
ขณะที่แผนธุรกิจระยะยาวที่มุ่งเน้นพอร์ตสินค้าสุขภาพ และความพยายามในการเปิดตลาดแบรนด์น้ำมะพร้าวในต่างประเทศ ถือเป็นประเด็นที่น่าติดตามและมีแนวโน้มเติบโตที่ดีในอนาคต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้