
นาทีนี้คงไม่มีข่าวไหนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระเป๋าสตางค์คนไทยได้เท่ากับ "วิกฤติราคาน้ำมัน" อีกแล้ว หลังรัฐบาลตัดสินใจยุติมาตรการตรึงราคาดีเซลและเบนซิน ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแบบ 100%
ทำเอาเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการพุ่งพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ได้กระทบแค่กับคนใช้รถใช้ถนน แต่อาจกำลังกลายเป็นโดมิโนลูกใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ไปจนถึงทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ในมุมมองของนักลงทุน นี่อาจเป็นการปลดล็อกศักยภาพทำกำไรของหุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมัน และกำลังกลายเป็นธีมเด่นของตลาดหุ้นไทยในจังหวะนี้ โดยเฉพาะ PTG ที่ถูกนักวิเคราะห์ฯ ยกให้เป็นตัวเต็งรับอานิสงส์เต็มๆ
วานนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งไปแตะระดับ 38.94 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เคยตรึงไว้ไม่ให้เกิน 33 บาท
สาเหตุสำคัญมาจากการที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบหนักกว่า 35,000 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงเดือนละกว่า 8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางราคาน้ำมันตลาดโลกที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ต่างมองว่าส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยในแง่ของจิตวิทยา จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มีกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน
โดยตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ณ เวลา 10.05 น. ปรับตัวร่วงลงมาอยู่ที่ 1,439.98 จุด ลดลง -17.93 จุด หรือประมาณ -1.23% อย่างไรก็ตาม กลุ่มหุ้นสถานีบริการน้ำมันกลับปรับตัวบวกสวนทางตลาดอย่างโดดเด่น นำโดย PTG ที่ราคาดีดขึ้นไปที่ 8.25 บาท (+2.48%) ตามมาด้วย OR ที่ราคา 11.60 บาท (+1.75%) และ BCP ที่ราคา 39.25 บาท (+1.29%)
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การที่ กบน. เคาะขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ตามนโยบายปล่อยลอยตัว ถือเป็นจิตวิทยาลบต่อ SET Index เนื่องจากกระทบต่อกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ เช่น ค้าปลีก และเช่าซื้อ
อย่างไรก็ตาม กลับเป็น จิตวิทยาบวกต่อกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน ขนส่งมวลชน และเช่าซื้อ EV โดยเลือก OR, PTG, BEM และ KKP เป็นหุ้นเด่น
ด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การปรับขึ้นครั้งเดียว 6 บาทต่อลิตร เป็นระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกดดันให้ เงินเฟ้อไทยขยับขึ้น จากนี้อาจเห็นการส่งผ่านต้นทุนออกไปยังราคาสินค้า และส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนที่ส่งผ่านต้นทุนไม่ได้มีกำไรลดลง
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าดอกเบี้ยไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งจะดีต่อกลุ่มธนาคารแต่กดดันกลุ่ม Non-Bank ขณะที่กลุ่มค้าปลีกจะเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคที่ชะลอตัวลง
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การยกเลิกการตรึงราคาและปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี จะช่วยให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันสามารถบริหาร "ค่าการตลาด" ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกกดดันอย่างหนักจากนโยบายรัฐ โดยเมื่อกางข้อมูลเปรียบเทียบกันแบบหมัดต่อหมัด จะเห็นความได้เปรียบที่แตกต่างกันดังนี้
หุ้น PTG หรือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)
เป็นหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าการตลาดสูงที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้พึ่งพาธุรกิจน้ำมันในตลาดค้าปลีกเป็นหลักเกือบทั้งหมด
โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึง 71% ของปริมาณขายรวม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเลิกตรึงราคา นอกจากนี้ ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอยู่ที่ 1.65 บาท ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
หุ้น OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
แม้จะเป็นพี่ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 39.5% แต่ บล.เอเซีย พลัส มองว่าได้รับประโยชน์รองลงมา เนื่องจากมีสัดส่วนการจำหน่ายดีเซลอยู่ที่ราว 40% ของปริมาณขาย และโครงสร้างการขายยังแบ่งเป็นตลาดพาณิชย์ถึง 59% ทำให้ความคล่องตัวในการปรับค่าการตลาดในฝั่งค้าปลีกอาจไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรรวมเท่ากับ PTG
อย่างไรก็ตาม OR ยังมีความแข็งแกร่งในธุรกิจ Non-oil และเครือข่ายสถานีที่ครอบคลุมเป็นจุดเด่นในระยะยาว
หุ้น BCP หรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ถูกประเมินว่าได้รับผลบวก "จำกัดที่สุด" ในกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน แม้จะมีสัดส่วนจำหน่ายดีเซลอยู่ที่ 51% แต่เนื่องจากโครงสร้างกำไรของบางจากพึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจต้นน้ำอื่น ๆ เป็นหลัก
โดยธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีสัดส่วนในกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) รวมเพียงประมาณ 17% เท่านั้น ทำให้การขยับของค่าการตลาดน้ำมันหน้าปั๊มส่งผลต่อภาพรวมกำไรของบริษัทน้อยกว่ารายอื่น
จึงเลือกแนะนำเก็งกำไร (Trading) หุ้น PTG ที่ราคาเป้าหมาย 9.80 บาท ในระยะสั้นจากประเด็นบวกเรื่องค่าการตลาดที่คลี่คลาย ขณะที่ OR ให้ราคาเป้าหมาย 16.50 บาท และ BCP ให้ราคาเป้าหมาย 43.00 บาท
ที่มา : บล.กรุงศรี, บล.พาย, บล.เอเซีย พลัส
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้