
ราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อขยับ โบรกฯ ชี้ดอกเบี้ยไทยผ่านจุดต่ำสุด ทิศทางจากนี้มีเพียง “คง” กับ “ขึ้น” ชู 2 หุ้นแบงก์เด่นรับอานิสงส์ KBANK และ KTB น่าลงทุน
ราคาน้ำมันโลกยังเคลื่อนไหวในระดับสูง ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่อาจผลักเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ในฝั่งไทย การปรับขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มวานนี้ เริ่มสะท้อนแรงกดดันดังกล่าว แม้ผลกระทบระยะสั้นยังจำกัด แต่นักวิเคราะห์ฯ มองว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเงินเฟ้อรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้ทิศทางดอกเบี้ยหลังจากนี้มีเพียง “คง” หรือ “ขึ้น” เท่านั้น
ขณะที่สายตานักลงทุนทั่วโลกจับจ้องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ย แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีสัญญาณชะลอตัว เพราะนราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นอาจส่งผลกับเงินเฟ้อเช่นกัน
ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์ตลาดน้ำมันในช่วงสัปดาห์วันที่ 16–20 มีนาคม 2569 ต่อเนื่องถึงแนวโน้มสัปดาห์ถัดไปว่า ราคาน้ำมันโลกยังได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
สำหรับประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ตลาดจับตา ซึ่ง IEA เตรียมแผนระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) รวม 400 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวของอุปทาน
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และเริ่มส่งผ่านแรงกดดันมายังเงินเฟ้อในหลายประเทศ รวมถึงไทย
อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้รัฐบาลประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊ม โดยกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นลิตรละ 1 บาท ขณะที่ดีเซลปรับขึ้น 50 สตางค์ และ E20 ปรับลดลง 79 สตางค์ (มีผลตั้งแต่ 05.00 น. วันที่ 18 มีนาคม 2569)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเริ่มถูกมองว่าเป็น “แรงกระเพื่อมต้นน้ำ” ที่อาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อในระยะถัดไป แม้ผลกระทบระยะสั้นยังจำกัด แต่หากราคาพลังงานเร่งตัวต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการเงินไทย
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มองว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศครั้งนี้ มองเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อแต่ยังไม่มากนัก เพราะค่อยๆขยับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่าจุดต่ำสุดของดอกเบี้ยไทยได้ผ่านไปแล้ว จากนี้ระดับดอกเบี้ยจะทรงตัว และหากเงินเฟ้อเร่งแรงก็มีโอกาสนโยบายกลับทิศ
อย่างไรก็ดี บรรยากาศการลงทุนระยะสั้นจะอยู่ในโหมด “Wait & See” โดยนักลงทุนรอติดตามประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ คืนนี้ คาดว่าที่ประชุมจะคงดอกเบี้ยระดับเดิมเนื่องด้วยปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น อาจมีผลกับเงินเฟ้อในสหรัฐฯ แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีสัญญาณชะลอตัวบ้างก็ตาม
ข้อมูลจาก CME FedWatch ให้น้ำหนักราว 99% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยและเชื่อว่ากว่าจะไปลดดอกเบี้ยจะอยู่ในเดือนธันวาคมปี 2569
ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนระยะสั้นอาจเลือกทยอยทำกำไร เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน ขณะที่ตลาดรอความชัดเจนของทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป
แน่นอนว่าในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยไทยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุด และอาจเข้าสู่รอบขาขึ้น หากเงินเฟ้อเร่งตัว กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือ “ธนาคารพาณิชย์” ซึ่งมีรายได้หลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
โดย บล. พาย แนะนำ 2 หุ้นเด่น ได้แก่
KBANK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 210 บาท มองว่ามีความน่าสนใจด้าน Valuation โดยประเมินด้วยวิธี GGM (ROE 8%, Terminal Growth 2%) อิงที่ 0.8 เท่าของ PBV ปี 2569 พร้อมคาดว่าธนาคารจะเน้นการบริหารเงินกองทุนผ่านการจ่ายปันผลในระดับสูง และโครงการซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง
KTB แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35 บาท ประเมินด้วย GGM (ROE 10%, Terminal Growth 2%) อิงที่ 1.0 เท่าของ PBV ปี 2569 โดยมีจุดเด่นด้านศักยภาพการทำกำไรระยะยาว และเป้าหมายรักษา ROE ระดับ 2 หลัก
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้