
ท่ามกลางแรงเทขายที่ถาโถมใส่ตลาดหุ้นไทยจนดัชนีร่วงหนักกว่า 125 จุดระหว่างวัน จนตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker เพื่อชะลอความตื่นตระหนกของนักลงทุน
ดัชนี SET ปิดตลาดวันนี้ลบเกือบ 6% แต่ในภาพใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีแดง กลับมีหุ้นเพียง 55 ตัวที่ยืนหยัดในแดนบวก และหนึ่งในนั้นคือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ที่โชว์ฟอร์ม “หุ้นเขียว” สวนกระแสตลาดอย่างโดดเด่น
สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น BANPU เปิดใจถึงปัจจัยหนุนที่ทำให้บริษัทสามารถยืนระยะได้ในวันที่ตลาดสั่นคลอน พร้อมปักธงปีนี้ “สดใส” จากแรงส่งของราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวขึ้น
บวกกับพอร์ตธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ และการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกที่วางหมากไว้ล่วงหน้า ภาพของบ้านปูในวันนี้จึงไม่ใช่แค่หุ้นที่ยืนบวกในวันวิกฤติ แต่คือองค์กรที่กำลังเร่งเครื่องสู่การเติบโตรอบใหม่ ท่ามกลางสมรภูมิพลังงานโลกที่ยังร้อนแรง
สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น BANPU ได้ให้ความเห็นว่า ปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเด็นแรกคือทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ
โดยบ้านปูถือเป็นหุ้นตัวเดียวในตลาดที่สะท้อนภาพของธุรกิจถ่านหินอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ราคาถ่านหินได้กระโดดขึ้นจากระดับ 110-115 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 130-136 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และคาดการณ์ว่าราคาจะทรงตัวในระดับสูงต่อไปได้อีกสักระยะ
นอกจากนี้ ธุรกิจก๊าซในสหรัฐฯ รับผลบวกทางอ้อมจากสถานการณ์โลก โดยการเข้าไปลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยพยุงราคาหุ้น
สินนท์ อธิบายว่า ปัญหาด้านอุปทานพลังงานที่ลดลงทำให้ราคา LNG และราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้ได้ส่งผลบวกทางอ้อมมายังราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซในสหรัฐฯ (รวมถึงหุ้น BKV ของบ้านปู ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ) ที่ส่วนใหญ่สามารถปรับตัวสูงขึ้นและไม่ได้ร่วงลงตามสภาวะตลาดโดยรวม
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา บริษัทได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาก๊าซธรรมชาติเอาไว้ที่ระดับ 3.8-3.9 ดอลลาร์สหรัฐ ในสัดส่วน 65-70% ซึ่งหากราคาปรับตัวสูงขึ้น ก็ยังมีโอกาสรับผลดีจากส่วนที่เหลือได้อีกด้วย
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ ประเมินว่ารายได้รวมน่าจะเติบโตและออกมาดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตของทุกกลุ่มธุรกิจยังคงแข็งแกร่งและเดินเครื่องได้อย่างมั่นคงใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1) เหมืองยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพและเริ่มรุกตลาดแร่แห่งอนาคตอย่างนิกเกิล
2) ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ เน้นส่งมอบพลังงานคาร์บอนต่ำควบคู่กับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
3) ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มุ่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจร
4) เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โซลูชันพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เพื่อสร้างระบบนิเวศ Net Zero
ทั้งนี้ บริษัเตรียมปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจด้วยการควบรวมกิจการระหว่างบ้านปูและบ้านปู เพาเวอร์ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ BANPU (NewCo) ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยจะลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตธุรกิจพลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
สินนท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทยังคงเป้าหมายในการผลักดัน EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า โดยจะต้องมีสัดส่วน EBITDA ที่มาจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573
พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงมากกว่า 20% ภายในปี 2573 ซึ่งการปรับโครงสร้างองค์กรในครั้งนี้จะช่วยให้บ้านปูสามารถจัดสรรเงินทุน ทรัพยากร และสอดประสานการบริหารจัดการทั้งในด้านการปฏิบัติการ การพัฒนาธุรกิจ และการเติบโตจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้