GGC ชี้ B10 คือทางรอดฝ่าวิกฤติน้ำมัน ชี้เซฟเงินชาติได้ 2.5 หมื่นล้านบาท

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

GGC ชี้ B10 คือทางรอดฝ่าวิกฤติน้ำมัน ชี้เซฟเงินชาติได้ 2.5 หมื่นล้านบาท

Date Time: 4 มี.ค. 2569 13:56 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

วิกฤติตะวันออกกลางเสี่ยงทำราคาน้ำมันพุ่ง GGC เสนอรัฐเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจากปาล์มในประเทศ (จาก B5 เป็น B10) เพื่อลดนำเข้าน้ำมัน ช่วยประเทศประหยัดเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

Latest


ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลัก ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งหากสถานการณ์บานปลาย ย่อมส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC มองเห็นโอกาสสำคัญในการพลิกวิกฤติด้านพลังงาน ให้เป็นโอกาสทองของ "ไบโอดีเซล" ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตปาล์มน้ำมันภายในประเทศอยู่แล้ว

โดยชี้ให้เห็นว่า หากปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากเดิม 5% (B5) ขึ้นเป็น 10% (B10) จะสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่ต้องนำเข้าได้ ซึ่งจะประหยัดเม็ดเงินให้ประเทศได้กว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงช่วยกู้วิกฤติราคาน้ำมัน แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน


พลิกวิกฤติน้ำมันตะวันออกกลาง สู่โอกาสไบโอดีเซล

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GGC กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แต่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของบริษัท

แม้ปัจจุบันกลุ่มบริษัทจะมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 50%

ซึ่งความเสี่ยงจากความขัดแย้งนี้นี้อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ ในภาวะเช่นนี้ ไบโอดีเซลจึงจะกลับมาเป็น "พระเอก" ในการกู้วิกฤติ โดยมองเห็นโอกาสสำคัญจากประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการมีพลังงานสะอาดอย่างไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์ม

และเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ ทาง GGC เสนอว่า หากสามารถปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบันที่ระดับ 5% ขึ้นไปเป็น 10% ประเมินเบื้องต้นว่าจะช่วยประหยัดเงินจากการลดการนำเข้าน้ำมันได้ถึงประมาณ 25,000 ล้านบาท 

การผลักดันพลังงานทางเลือกนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและยืดระยะเวลาให้ภาคการขนส่งสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศในยามวิกฤติอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ประเด็นการยกเลิกการสนับสนุนราคาไบโอดีเซล (B100) จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเดือนกันยายน ก็คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่มากนัก เนื่องจากประเทศไทยมีข้อบังคับการผสมไบโอดีเซลอยู่แล้ว และยอดการอุดหนุนจากรัฐบาลก็อยู่ในระดับเพียงประมาณ 50 สตางค์เท่านั้น

กฤษฎา กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการผลักดันนโยบายการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B10 นั้น ได้มีการหารือเบื้องต้นร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แล้ว ซึ่งครอบคลุมไปถึงการพูดคุยเรื่องการผลักดันการใช้เอทานอลในรูปแบบ E20 ด้วย

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ทางทีมงานของ GC จะเป็นผู้สรุปประเด็นทั้งหมดเพื่อนำไปรวบรวมกับทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จากนั้น กลุ่ม ปตท. จะเป็นผู้นำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาต่อไป


เร่งขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ดัน EBITDA โต 10%

สำหรับแผนปี 2569 บริษัทมุ่งสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืนโดยยกระดับประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเร่งขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ให้ชัดเจนขึ้น

พร้อมตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ 20% โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573

กฤษฎา กล่าวว่า แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัวตามกลไกตลาด

แต่ GGC มีความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงินที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัท ที่ปราศจากภาระหนี้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับการเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ

โดยมีแผนลงทุน ปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ