สงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดปั่นป่วน จัดพอร์ตลงทุนยังไงให้รอด?

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สงครามตะวันออกกลางปะทุ ตลาดปั่นป่วน จัดพอร์ตลงทุนยังไงให้รอด?

Date Time: 2 มี.ค. 2569 13:35 น.

Video

บุกโรงงานขนม “นมแท่ง”  ไพบูลย์​ โปรดักส์  ธุรกิจที่เริ่มด้วยเงินทุน 8 หมื่นบาท I On The Rise EP.24

Summary

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-off หุ้นทั่วโลกผันผวน ขณะที่ทองคำพุ่งจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และความเสี่ยงหลักอยู่ที่การลุกลามกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
  • กลยุทธ์ลงทุนระยะนี้ควร “ตั้งรับ” กระจายพอร์ตเพิ่มสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น Global Fixed Income และถือทองคำราว 5–10% ของพอร์ต โดยตลาดหุ้นเอเชียและ EM ยังลงทุนได้ หากความขัดแย้งไม่ยกระดับเชิงระบบ
  • หุ้นพลังงาน-โรงกลั่นได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน ขณะที่ท่องเที่ยว-สายการบินเสี่ยงรับผลกระทบต้นทุนเพิ่ม ส่วน Domestic Play และธีม Infra Tech ยังน่าสนใจ หากหุ้นย่อลงแรง 7–8% อาจเป็นจังหวะสะสมระยะกลาง-ยาว

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเขย่าตลาดการเงินโลกอีกครั้ง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ปะทุขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเข้าสู่โหมด Risk-off อย่างรวดเร็ว

สะท้อนผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ราคาพุ่งขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่เอเชียไปจนถึงสหรัฐฯ ต่างเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน และทำให้วันนี้ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงหลุดระดับ 1,500 จุดอีกครั้ง

ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น Thairath Money พาหาคำตอบว่านักลงทุนจะจัดพอร์ตอย่างไรให้รอดในยุคที่ความเสี่ยงจากสงครามกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดอีกครั้ง


ส่องตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก หุ้นผันผวน สวนทางทองคำพุ่ง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และ อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังเกิดการโจมตีตอบโต้กันทางทหารในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรงทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะ Risk-off หรือการลดความเสี่ยงการลงทุน เพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจลุกลามจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์

ในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนีสำคัญส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงนำโดย Hang Seng Index ที่ร่วงกว่า 2.5% ขณะที่ VN 30 Index, PSEi Composite Index และ Nikkei 225 ต่างปรับฐานในช่วง 1-2% สะท้อนแรงเทขายในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดย Dow Jones ลดลง 1.05% , S&P 500 ลดลง 0.43% และ Nasdaq ลดลง 0.92%

ด้านตลาดหุ้นไทยวันนี้ร่วงหนักหลุดระดับ 1,500 จุด อีกครั้ง โดยปิดตลาดช่วงเช้า ดัชนี SET Index อยู่ที่ 1,499.07 จุด ลดลง 29.19 จุด หรือ -1.91%

ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน

แต่จุดชี้ชะตาที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ จะอยู่ที่ว่าความขัดแย้งนี้จะลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันหลักของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้


จัดพอร์ตอย่างไรให้รอด?

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อ “Thairath Money” ว่า ช่วงนี้ควรใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ “ตั้งรับ” เพราะความเสี่ยงจากประเด็นสงครามมักกดดันตลาดหุ้นหนักที่สุดในช่วงที่สถานการณ์พุ่งขึ้นสู่จุดพีค ซึ่งภาพดังกล่าวได้สะท้อนไปมากแล้วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาหุ้นพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าความขัดแย้งจะลุกลามหรือไม่

โดยปกติความไม่แน่นอนลักษณะนี้จะทำให้ Risk Premium ของราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 5–7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง จะกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นภาพนั้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินกรอบเคลื่อนไหวระยะสั้น โดยมีแนวรับบริเวณ 1,480 จุด และแนวต้านที่ 1,550 จุด ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ลุกลามถึงขั้นกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานหลัก มองว่ายังเป็นเพียงแรงผันผวนระยะสั้นมากกว่าปัจจัยลบเชิงโครงสร้าง

อีกประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมเงินทุนโลกเริ่มไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทองคำ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าชัดเจน สะท้อนว่าเงินทุนบางส่วนยังทยอยกระจายออกจากตลาดหลัก และไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายรองรับกระแสเงินดังกล่าวด้วย

เมื่อถามว่าควรลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่ กรภัทร มองว่าตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะเอเชีย ยังสามารถลงทุนได้ เนื่องจากโมเมนตัมการปรับขึ้นยังสอดคล้องกันหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติม อาจเพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ หรือ Global Fixed Income เพื่อสร้างเสถียรภาพพอร์ต ส่วนทองคำ แนะนำถือในสัดส่วนเพียง 5–10% ของพอร์ต เพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง มากกว่าการไล่ซื้อในจังหวะราคาปรับขึ้นแรง


เปิดลิสต์หุ้นไทย ตัวไหนได้-เสียประโยชน์

กรภัทร กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบชัดเจนที่สุดคือ “ท่องเที่ยว” โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงแรมและสายการบิน ในทางกลับกัน หุ้นที่ได้อานิสงส์คือกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่มี Risk Premium เพิ่มขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ส่วนกลุ่มที่แทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ หรือ Domestic Play ซึ่งรายได้หลักมาจากกำลังซื้อในประเทศ ไม่ได้พึ่งพาปัจจัยต่างประเทศมากนัก

อีกธีมที่น่าสนใจคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะกลางถึงยาว โดยกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GULF และ GPSC กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA รวมถึงกลุ่มไอซีทีอย่าง ADVANC ยังอยู่ในธีมที่น่าสนใจ เพราะทิศทางกระแสเม็ดเงินลงทุนโดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าว กดดันให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาแรงระดับ 7–8% อาจมองเป็น “จังหวะสะสม” สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้

ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า สำหรับหุ้นกลุ่มที่ได้ผลบวกนั้น คาดว่าราคาน้ำมันจะตอบสนองเชิงบวกจากกังวลอุปทานตึงตัว โดยบวกต่อกลุ่ม ต้นน้ำอย่าง PTTEP สูงสุด และส่วนอื่น ๆ จะได้ผลบวกเช่นกัน ทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และคาดค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นปัจจุบันมีสินค้าคงคลังถึงสิ้นเดือน มี.ค. แล้ว อีกกลุ่มที่คาดจะได้ผลบวกคือกลุ่มขนส่งจากค่าระวางเรือ เพิ่มขึ้นจากประเด็นดังกล่าว เป็นปัจจัยบวกต่อ RCL และ PSL เป็นต้น

ส่วนหุ้นกลุ่มที่คาดกระทบในทางลบ มองว่าเป็นกลุ่มส่งออก แม้สัดส่วนการส่งออกอาจไม่มากนัก แต่คาดจะได้รับผลกระทบทางลบจากค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้า แม้ว่า 70% ของการใช้จะมาจากก๊าซในอ่าวไทย พม่า และมาเลเซีย แต่ส่วนที่เหลือจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้น ตามราคาก๊าซเพิ่มขึ้น

ด้าน ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จํากัด แนะนำกลยุทธ์การลงทุน คัดหุ้นรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้

1.กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงบวก (ได้รับอานิสงส์) แนะนำหุ้นกลุ่มอิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC, STA และกลุ่มเดินเรือหรือโลจิสติกส์ที่ได้ผลบวกจากการเร่งตัวของการขนส่ง ได้แก่ RCL, PSL, TTA เป็นต้น

นอกจากนี้ แนะนำการลงทุนใน ETF ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯ อย่าง XLE US (DR: SPENGY80) และ ETF ที่เน้นลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามอย่าง ITA US

2.กลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบระยะสั้น (ควรระมัดระวัง) กลุ่มที่แบกรับต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เช่น BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO กลุ่มขนส่งทางอากาศ เช่น AOT, THAI, AAV กลุ่มท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ เช่น CENTEL, MINT รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางหากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับขึ้น เช่น MTC, SAWAD, TIDLOR เป็นต้น


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ