
BCP ทุ่ม 270 ล้านดอลลาร์ฯ ซื้อ Chevron ฮ่องกง พร้อมปักธงปี 69 ดัน EBITDA โ ย้ำคดี ปปง. ชงยึดหุ้นโยงเครือข่ายเงินเทา ไม่กระทบแผนงานและธุรกิจ
นับเป็นการขยับตัวครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่พลังงานไทย เมื่อ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศรุกตลาดพลังงานข้ามชาติ ทุ่มงบลงทุนกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อหุ้น 100% ในกิจการ Chevron Hong Kong Limited (CHK) ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน Caltex และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงในฮ่องกง
ผู้บริหารมองว่าดีลนี้ไม่เพียงแค่เป็นการขยายฐานธุรกิจ แต่เป็นการเปิดประตูสู่ตลาดที่ "ราคาน้ำมัน" ที่สูงมากกว่าไทยถึง 3-4 เท่า และเต็มไปด้วยโอกาสในการทำกำไรภายใต้กลไกตลาดเสรี
ส่วนกรณีความคืบหน้าทางคดีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการเพื่อยึดทรัพย์และหุ้นของบางจากมูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” นั้น ยืนยันว่าบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ และกรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองในตลาดฮ่องกง ที่ราคาน้ำมันค้าปลีกสูงถึงลิตรละ 120 บาท ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยถึง 3-4 เท่าตัว ขณะที่ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่น (ก่อนภาษี) นั้นอยู่ที่ระดับ 17-18 บาท ใกล้เคียงกับตลาดโลก
ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ฮ่องกงพิเศษคือ การเป็นตลาดเสรี (Free Market) ที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงไม่แทรกแซงราคาและปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ทำให้ส่วนต่างราคาน่าสนใจมากสำหรับผู้ผลิต และยังไม่มีประเด็นเรื่องการผูกขาดทางการค้าด้วย
นอกจากนี้ ฮ่องกงยังถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านโลจิสติกส์ ทั้งท่าอากาศยานและท่าเรือ ซึ่งบางจากจะได้ครอบครองคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เสริมความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ Trading ให้กับกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้บริหารระบุว่า จิ๊กซอว์ที่ซ่อนอยู่ในดีลนี้คือตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร เพราะ Chevron Hong Kong มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่แข็งแกร่งมาก โดยปีที่ผ่านมามียอดขายน้ำมันกลุ่มนี้สูงถึง 1,000 ล้านลิตร ซึ่งสอดรับกับศักยภาพการผลิตของโรงกลั่นบางจากด้วย
“การได้ตลาดฮ่องกงเข้ามาจะช่วยรองรับดีมานด์ตรงนี้ได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อโรงกลั่นขยายกำลังการผลิตแตะระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวันในอนาคต” ชัยวัฒน์ กล่าว
ชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ในช่วงแรกสถานีบริการน้ำมันจะยังคงเปิดให้บริการภายใต้รูปลักษณ์ของ Caltex เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ แต่จะเริ่มสร้างการรับรู้ใหม่ผ่านข้อความ "Licensed by Bangchak" ที่จะปรากฏคู่กัน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบเวลาการพิจารณาเรื่องแบรนด์ที่มีระยะเวลา 5 ปี บริษัทได้วางแผนทดสอบตลาดเชิงรุกในระยะ 2 ปีแรก ด้วยการนำร่องเปลี่ยนโฉมสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 แห่ง ให้เป็นแบรนด์บางจากอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อประเมินผลตอบรับที่แท้จริงจากผู้บริโภคชาวฮ่องกง
ก่อนจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า จะคงแบรนด์เดิมหรือรีแบรนด์ใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการคาดว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในกลางปี 2569 พร้อมกับการจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป
นอกจากนี้ มองว่าดีลนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ด้วยปัจจัยหนุนด้านค่าเงิน เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เสมือนว่าบางจากได้ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของการซื้อขายน้ำมันโลก ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
พร้อมมั่นใจถึงความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ โดยเมื่อคำนวณจากศักยภาพตลาดและกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับ มองว่าดีลนี้จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียง 6-7 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและน่าพอใจอย่างมาก
บางจากวางเป้าหมายการเติบโตของผลประกอบการในปี 2569 เติบโตมากกว่าปีก่อน ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยในกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมันนั้น ตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA ไว้ที่ 25% หรือขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1,000 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นราว 50% มาอยู่ที่ระดับ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดนั้น คาดการณ์ปริมาณการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ภายใต้ค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) ที่ยังคงระดับแข็งแกร่งในเกณฑ์ 6–6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ซึ่งดีลในการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong จะเริ่มออกดอกออกผลโดยคาดว่าจะช่วยสร้าง EBITDA เพิ่มเติมให้กับกลุ่มบริษัทได้ถึง 750-1,000 ล้านบาทในปี 2569 ทันที
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน บางจากตั้งเป้าผลักดัน EBITDA ให้เติบโตอีกราว 10% จากการปรับพอร์ตโฟลิโอและหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ที่มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม "Monsoon" ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่จะเดินเครื่องผลิตเต็มปี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนกำไรและรองรับการขยายตัวสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและดิจิทัลในอนาคตอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ คือกรณีความคืบหน้าทางคดีที่กำลังถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการเพื่อยึดทรัพย์และหุ้นของบางจากมูลค่า 6,000 ล้านบาท เชื่อมโยงเครือข่าย “ยิม เลียก-เบน สมิธ” นั้น
ชัยวัฒน์ ระบุว่า แม้จะมีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น แต่บริษัทก็ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ โดยยึดมั่นใน "ตัวตนของบางจาก" มาโดยตลอด นั่นคือการประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต และมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นโดยรวม ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการดำเนินงานยังคงแยกส่วนกันอย่างชัดเจน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้