
ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งปี 2569 ตลาดหุ้นไทยพร้อมรับรัฐบาลมีเสถียรภาพ ลุ้นนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" มาแน่ ต่างชาติเชื่อมั่นเพิ่ม? วันนี้ SET Index ทะลุ 1,400 จุด จะไปถึง 1,500 จุดไหม
หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ของไทย 8 ก.พ. 69 สร้างเซอร์ไพรส์ให้ตลาดว่าพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ชนะ! กวาดที่นั่งในสภาว่า 194 เก้าอี้สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แบ่งเป็น สส. เขต 175 คน และ สส. บัญชีรายชื่อ 19 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน สส. จํานวน 116 คน (85+31) และ พรรคเพื่อไทย 76 คน (60+16)
เมื่อพรรคภูมิใจไทยรวมจำนวนสส. กับพรรคกล้าธรรม และพรรคอื่นๆ ทำให้ภาพรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 นี้มีเสียงในสภามากกว่า 280 เสียง และกลายเป็นรัฐบาลที่ดูมีเสถียรภาพ (ว่าง่ายๆ อยู่ยาว 4 ปี) ดังนั้น ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส, หรือ TISA รวมถึงโครงการต่างๆ ที่เคยมีการพูดคุยไว้แล้วอาจกลับมาดำเนินการง่ายขึ้น
ส่วนเช้าวันนี้ 9 ก.พ. 69 ตลาดหุ้นไทยก็ตอบรับในทางบวก เปิดตลาด SET Index เพิ่มขึ้นทะลุ 36 จุด +2% กว่า สู่ระดับ 1,390.57 จุด บางช่วงทะยานเหนือ 1,400 จุดไปแล้วและบวกราวๆ 45 จุด ระยะสั้นดูเหมือนจะมีแต่ข่าวดี แต่ถ้ามอง Timeline หลังจากนี้เราต้องรู้อะไรบ้าง?
คำถามนี้เราต่อสายตรงหา “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เล่าให้ Thairath Money ฟังว่า ดัชนีเป้าหมายปี 2569 นี้อยู่ที่ 1,440 จุด (ประเมินไว้ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา) คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายและมีโอกาสไปถึง 1,500 จุดในบางช่วง จาก 2-3 ปัจจัยที่ทำให้เป็นขาขึ้นได้ คือ
1. รัฐบาลดูเหมือนว่าโอกาสที่มีเสถียรภาพสูง
2. อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP Growth) จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ช่วงเวลาไหนที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ GDP Growth จะเห็นการขยับกลับขึ้นมาได้
3. Valuation ของตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ภาพรวมถือว่ายังต่ำอยู่ Fund Flow จากต่างชาติยังขยับเข้ามา แล้วก็เริ่มเห็นการซื้อสุทธิ (Net Buy) เข้ามา
ส่วนวันที่ 9 ก.พ. 69 การเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยคาดว่าจะทะลุ 1,400 จุด ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงในช่วงระยะสั้น ในช่วง 3 เดือน นี้ยังให้นำ้หนักกับเรื่องเศรษฐกิจ แม้ Sentiment จะดูดีขึ้นจากการที่รัฐบาลเข้ามา แต่ต้องดูภาคปฏิบัติว่าการฟื้นเศรษฐกิจจะทำได้ดีมีประสิทธิภาพแค่ไหน
ฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า SET Index ขาขึ้นวันที่ 9 ก.พ. 69 มาจากผลการเลือกตั้งปี 69 และทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีการปรับตัวรีบาวด์แรงตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์ (6 ก.พ. 69) โดยคาดว่า Fund Flow จะเข้าไทยต่อเนื่องเพราะจากข้อมูลในอดีตนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับความเสถียรภาพ
เป็นหลัก จึงอาจเห็นนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธิ YTD ไปแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท คล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)
ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มองไว้ 2 กรณี
1. รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆจะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้
2. รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300-330 เสียง ในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง
อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีหุ้นที่ได้รับประโยชน์ อาทิ กรณีมีโครงการคนละครึ่งพลัส เช่น CPAXT, BJC, กรณีมีโครงการบัตรสวัสดิการ และการแก้หนี้ เช่น SAWAD,MTC, TIDLOR, AEONTS, GLOBAL, DOHOME, รวมถึง กลุ่มพลังงานทางเลือกที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหลังคาโซลาร์ อาทิ GULF, GUNKUL, BCPG
ส่วน Timeline การจัดตั้งรัฐบาลจะเร็วหรือช้าแค่ไหน เทิดศักดิ์ เล่าว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะรองรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งมีกรอบเวลาภายใน 60 วัน (ต้องรับรอง สส. ไม่น้อยกว่า 95%) แต่ถ้าไม่ถึงก็ยังจะเปิดสภาฯ ไม่ได้
แต่เบื้องต้นถ้าตามเงื่อนไขข้างต้น คิดว่าอาจใช้เวลาราว 2 เดือนในการจัดตั้งรัฐบาล หรือช่วงราวก่อนสงกรานต์ในเดือน เม.ย. 69 ควรจะเห็นภาพออกมาแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีการโหวตนายกฯ, แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี, แถลงนโยบาย, นำขึ้นถวายสัตย์ แล้วถึงจะเริ่มทำงานได้ ซึ่งยังประเมินได้ยากว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน
อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยแนวรับจะอยู่ที่ 1,350 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,440 จุด โดยยังมองว่าต่างชาติยังมีแนวโน้ม Net Buy ซึ่งมักจะลักษณะ Buy and Hold (ซื้อแล้วยังถือไว้ก่อนยังไม่ขายออกทันที) มากกว่า
สุดท้ายนี้ยังต้องติดตามว่า เศรษฐกิจไทยจะหันหัวไปทางไหน จะมีโครงการอะไรออกมากระตุ้นทั้งในช่วงระยะสั้นและยาว รวมถึงตลาดหุ้นไทยจะตอบรับกับความคืบหน้าเหล่านี้อย่างไร
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney