
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดนแรงขายถาโถมใส่หุ้นบิ๊กเทคหลายตัว แม้ผลประกอบการยังเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนความคาดหวังที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหาศาล อาจทำกำไรระยะสั้นไม่ได้ จนทำให้นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงก่อนจะเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเม็ดเงิน AI สามารถแปลงเป็นการเติบโตและกำไรได้จริง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเผชิญบททดสอบสำคัญของธีมการลงทุนเทคโนโลยี AI หลังแรงขายถาโถมใส่หุ้นบิ๊กเทคหลายตัว แม้ผลประกอบการยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์ฯ มองว่าตลาดกำลัง “ไม่ทน” เพราะความคาดหวังที่สูงเกินไป
โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหาศาลที่อาจกดดันกระแสเงินสดในระยะสั้น จนทำให้นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงก่อนจะเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเม็ดเงิน AI สามารถแปลงเป็นการเติบโตและกำไรได้จริง
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง กดดันทำให้วานนี้ดัชนี S&P 500 ร่วงต่อ -1.23% ดัชนี Nasdaq ร่วง -1.59% ซึ่งต่างสะท้อนภาพเดียวกัน คือ “ความคาดหวังของนักลงทุน” ที่อยู่ในระดับสูงมาก ภายใต้กระแสการลงทุนด้าน AI ซึ่งเพียงแค่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งไม่เป็นไปตามใจตลาด ก็เพียงพอจะกดดันราคาหุ้นให้ร่วงแรงได้ทันที
อย่างกรณีของ Amazon แม้บริษัทจะรายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2569 สูงถึง 213.4 พันล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงกว่า 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานในอดีต หากแต่มาจากแผนการใช้จ่ายในอนาคต
Amazon เปิดเผยแผนลงทุน (Capex) สำหรับปี 2569 ที่ระดับราว 2 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 60% โดยเงินส่วนใหญ่จะถูกทุ่มไปยังโครงสร้างพื้นฐาน AI ชิปประมวลผล ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาว แต่กลับสร้างความกังวลต่อนักลงทุน ซึ่ง Capex ขนาดใหญ่นี้อาจกดดันกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ตลาดเลือก “ลดความเสี่ยง” ทันที แม้ธุรกิจหลักจะยังเติบโตแข็งแกร่งก็ตาม
ในฝั่ง AMD บริษัทสามารถรายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ 1.03 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 34% จากปีก่อน และธุรกิจ Data Center โตถึง 39% จากความต้องการชิป EPYC และ GPU ตระกูล Instinct แต่หุ้นกลับร่วงแรงถึง 17% ภายในวันเดียว
แรงขายใน AMD เกิดจาก Guidance รายได้ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่นักลงทุนสาย AI มองว่า “เติบโตไม่เร็วพอ” เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Nvidia สะท้อนชัดว่าตลาดในรอบนี้ไม่ได้ต้องการเพียงการเติบโตตามแผน แต่ต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่าการปรับตัวลดลงของหุ้นบิ๊กเทคอย่าง AMD และ Amazon แม้ราคาจะร่วงลงเหมือนกัน แต่มีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างกัน
โดยกรณีของ AMD เกิดจากความกังวลเรื่องรายได้ที่อาจปรับตัวลดลง ในขณะที่ Amazon, Google และ Microsoft นั้นเผชิญปัญหาเรื่องการตั้งงบลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาลในปีนี้ ซึ่งดูสวนทางกับสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน
ปัจจุบันมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างบริษัท Anthropic เจ้าของ AI ที่เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ออกมา ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ จนเกิดการตั้งคำถามถึงความจำเป็นของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เดิม (SaaS) ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในกลุ่มนี้
นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามต่อเนื่องไปยังกลุ่ม Hyperscaler ว่าการลงทุนมหาศาลจะคุ้มค่าหรือไม่ท่ามกลางการแข่งขันที่บีบเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งมองว่าแรงกดดันนี้ “น่าจะเป็นอีกสักระยะ” จนกว่าจะมีปัจจัยบวกใหม่เข้ามา
กรรณ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันความคาดหวังของนักลงทุนอยู่ในระดับที่ “สูงมาก” ยกตัวอย่างกรณี Microsoft ที่ธุรกิจ Cloud เติบโตผิดเป้าไปเพียง 1% แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงถึง 11% อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องภาระผูกพันที่ต้องส่งมอบงาน (Remaining Performance Obligation - RPO) ของ Microsoft ซึ่งพบว่า 45% เป็นของ OpenAI โดยที่ OpenAI เองก็กำลังประสบปัญหาเรื่องกระแสเงินสดและคู่แข่ง ทำให้เกิดความกังวลและแรงเทขายออกมาต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงเทขายในระยะสั้น แต่ยังยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนในหุ้น AI ระยะยาว โดยมองว่าความต้องการใช้งานของเทคโนโลยีรอบนี้เป็นของจริง และตัวเลขกำไรก็ยังเป็นของจริง
เพียงแต่ปัจจุบันตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญกับอุปสรรคเรื่องพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ และนโยบายการเงินที่ยังไม่เป็นมิตร รวมถึงความคาดหวังที่สูงเกินไปเท่านั้น
สำหรับจุดเปลี่ยนที่จะทำให้หุ้นเทคโนโลยีกลับมาฟื้นตัวได้ มองว่าต้องรอ 2 ปัจจัยหลัก คือ ตัวเลขเศรษฐกิจและการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ หากเป็นตัวเลขเศรษฐกิจอาจส่งผลให้หุ้นเด้งได้เพียงระยะสั้น แต่ถ้าจะให้เปลี่ยนเทรนด์อย่างยั่งยืน ต้องเป็นการพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไปนั้นสร้างการเติบโตได้จริง
นอกจากนี้ กรรณ์ ได้ให้คำแนะนำนักลงทุนว่า หากไม่มีความเข้าใจหรือไม่มั่นใจในตัวบริษัทจริงๆ “อย่าลงทุนเป็นหุ้นเดี่ยวๆ” ซื้อเป็นกองทุนดัชนี หรือ ซื้อเป็น ETF ดีกว่า โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ในขณะที่หุ้นรายตัวอย่าง Microsoft หรือ Amazon อาจลงหนักถึง 10-12% แต่ดัชนี S&P 500 อาจปรับตัวลงเพียง 1-2% เท่านั้น การซื้อกองทุนจึงช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่า
นอกจากนี้ ควรพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ มีแนวโน้มที่ไม่สนับสนุนมาตรการ QE ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้นเทคฯ, Bitcoin หรือทองคำน้อยลง จึงแนะนำให้กระจายไปในสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์ เช่น ตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ราคาปรับลงมาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้