
ในภาวะที่ราคาทองคำร้อนแรงจนทุบสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง การหันมาลงทุนใน "หุ้นร้านทอง" อย่าง AURA ก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โบรกฯ ชี้ ช่วยดันกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น
ในภาวะที่ราคาทองคำร้อนแรงจนทุบสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนที่มีเป้าหมายอยากสะสมทองคำเริ่มรู้สึกว่า "เอื้อมไม่ถึง"
แต่ถ้าเราซื้อทองคำจริงๆ ไม่ไหว การหันมาลงทุนใน "หุ้นร้านทอง" อย่าง AURA แทน ก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
เพราะในขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกและในประเทศพุ่งไม่หยุด ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงสวนทางเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ต่างชี้ให้เห็นว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานธุรกิจ ผลประกอบการยังขยายตัวได้
ซึ่งสะท้อนว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าสะสมหุ้นที่กำลังได้รับอานิสงส์จากราคาทองขาขึ้น และจะทำให้กำไรขั้นต้นมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน
บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ AURA เจ้าของร้านทอง AURORA ถือเป็นร้านทองรายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อช่วงปลายปี 2565 ด้วยราคาไอพีโอ 10.90 บาท
หากมองภาพใหญ่ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 3 ปี ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 12.90 บาท หรือบวกไปกว่า 18.35%
แต่เมื่อซูมดูภาพระยะสั้น จะพบว่าราคาหุ้นมีความผันผวนและปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับ "ราคาทองคำ" ที่กำลังเป็นขาขึ้นอย่างร้อนแรง ทำสถิติสูงสุดใหม่
โดยราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องวานนี้ (26 ม.ค.) ราคาทองคำแท่งในประเทศขายออกปิดที่ 75,000 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 15% จากต้นปี ขณะที่ Gold spot วานนี้ปิดที่ 5,010 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งระหว่างวันพุ่งเกิน 5,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่าการที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรง ถือเป็นบวกต่อธุรกิจค้าปลีกทองคำอย่าง AURA โดยตรง แม้ว่าราคาทองที่แพงขึ้น อาจทำให้ปริมาณการซื้อขายชะลอลงบ้าง แต่บริษัทจะได้รับชดเชยจากกำไรขั้นต้น หรือ GPM ที่สูงขึ้นจากส่วนต่างราคาขายกับต้นทุนทองคำที่กว้างขึ้น
นอกจากนี้ แนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงสดใสเนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นที่มีทั้งเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ซึ่งปกติจะหนุนยอดขายทองรูปพรรณและเครื่องประดับให้คึกคัก
ทางฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงยังคงแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 21.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์กำไรปี 2568 จะเติบโตแตะ 1.36 พันล้านบาท และปี 2569 จะขยับขึ้นเป็น 1.6 พันล้านบาท
ปัจจัยหนุนสำคัญไม่ได้มีแค่ธุรกิจขายทองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจ "ขายฝาก" ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ด้วยยอดลูกหนี้ที่พุ่งแตะระดับ 8 พันล้านบาท รวมถึงได้ประโยชน์ที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงด้วย
ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ที่กำลังจะประกาศออกมา ปกติเป็น High season ของธุรกิจค้าปลีกและ “ทองมาเงินไป” ทำให้มีโอกาสสูงที่กำไรทั้งปีจะดีกว่าที่เราคาดไว้ และด้วยราคาหุ้นยังมี Upside gain จากราคาเป้าหมายที่ 19.80 บาทต่อหุ้น จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ”
พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ระบุว่า ราคาทองคำยังมีทิศทางสดใส โดยสัญญาณทางเทคนิคชี้ว่าราคายังเคลื่อนไหวเหนือค่าเฉลี่ยทุกระยะ มีโอกาสพุ่งทดสอบเป้าหมายที่ 5,136-5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
แม้ระยะสั้นอาจต้องระวังแรงเทขายทำกำไรบ้าง เนื่องจากสัญญาณซื้อที่มากเกินไป (Overbought) แต่หากราคาไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 4,640 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก็ถือเป็นการ "พักฐานเพื่อไปต่อ"
ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ทองคำยังแกร่งมาจากแรงซื้อในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเก็งกำไร กองทุน ETF และธนาคารกลางทั่วโลกที่เดินหน้าตุนทองคำเข้าทุนสำรองระยะยาวต่อเนื่อง
ผนวกกับดีมานด์จริง (Real Demand) จากจีนที่เร่งสต๊อกทองรับตรุษจีน และกระแสการซื้อทองคำดิจิทัลที่เติบโตสูงในอินเดีย ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังร้อนแรง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้