
หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลวันนี้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก แรงกดดันสำคัญครั้งนี้ หลักๆ เกิดจาก "กระแสข่าว" ที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียและแวดวงตัวแทนประกันชีวิต เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบกรมธรรม์ประกันสุขภาพ จากแบบ “เหมาจ่าย” ไปใช้ “Co-payment"
หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลวันนี้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักจนราคาปรับตัวลดลงทั้งกระดาน ซึ่งแรงกดดันสำคัญครั้งนี้ หลักๆ เกิดจาก "กระแสข่าว" ที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดียและแวดวงตัวแทนประกันชีวิต
เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบกรมธรรม์ประกันสุขภาพ จากแบบ “เหมาจ่าย” ไปใช้ “Co-payment” ซึ่งทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่า อาจส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของโรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพาฐานลูกค้าประกันสุขภาพในสัดส่วนที่สูง
ประเด็นดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากระทบ Sentiment การลงทุนทันที ท่ามกลางคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประกันสุขภาพนี้ จะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในอนาคตมากน้อยเพียงใด
จากการสำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มการแพทย์ล่าสุด วันที่ 12 ม.ค. 2569 พบแรงเทขายกระจายตัวไปทั่วทั้งกลุ่ม ส่งผลให้ดัชนีกลุ่มปรับตัวลงอย่างรุนแรง
หรือที่เรียกกันว่า "แดงเถือก" ทั้งกระดาน โดยสาเหตุหลักยังคงถูกกดดันจากความกังวลเรื่องทิศทางประกันสุขภาพ ประกอบกับมีปัจจัยเฉพาะตัวในบางหลักทรัพย์ เช่น การทำรายการ Big Lot ของหุ้น BH ที่ราคาต่ำกว่ากระดานในช่วงก่อนหน้า
สำหรับหุ้นโรงพยาบาล 5 อันดับแรก ที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุด ณ เวลา 14.30 น. มีดังนี้
ต้นตอของความตื่นตระหนกในครั้งนี้ มาจากกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า บริษัทประกันรายใหญ่เตรียมที่จะ "ยุติ" การขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย สำหรับ ลูกค้ารายใหม่ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป
โดยรูปแบบกรมธรรม์ใหม่อาจปรับเปลี่ยนเป็นแบบ Co-pay (มีส่วนร่วมจ่าย) ซึ่งจะมีเงื่อนไขเปอร์เซ็นต์การร่วมจ่ายที่แตกต่างกันไปตามค่าเบี้ยประกัน
ความกังวลของตลาดอยู่ที่ "รายได้จากลูกค้าประกัน" ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชน หากรูปแบบประกันเปลี่ยนไปเป็น Co-pay อาจทำให้การตัดสินใจเข้ารับการรักษาของคนไข้สะดุดลง หรือลดความถี่ในการใช้บริการเนื่องจากต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างเอง
ข้อมูล ณ 9 เดือนแรกของปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าโรงพยาบาลหลายแห่งมีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าประกันสูงมาก อาทิ BDMS มีสัดส่วน 38%, THG สัดส่วน 32% และ BCH สัดส่วน 25% เป็นต้น
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโครงสร้างประกันจึงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อประมาณการกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้สอบถามไปยังตัวแทนบริษัทประกันชั้นนำ (กรุงไทยแอ๊กซ่า, อลิอันซ์, เมืองไทยประกันชีวิต) พบว่า ปัจจุบันยังคงมีการเสนอขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่อยู่ และยังไม่มีกำหนดการแจ้งยุติการขายที่ชัดเจนเหมือนที่เป็นข่าวลือในบางบริษัท
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ข่าวดังกล่าวอาจกลายเป็น "ปัจจัยเร่ง" ให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจทำประกัน รีบตัดสินใจซื้อกรมธรรม์แบบเหมาจ่ายเร็วขึ้นก่อนถึงกำหนดเส้นตาย (ถ้ามีจริง)
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ฯ ยังมองว่าผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลในระยะกลาง-ยาว จะมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยเหตุผลสนับสนุน 3 ข้อหลักๆ ดังนี้
1.ไม่มีผลย้อนหลังกับลูกค้าเดิม
ตามมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard) ผู้ถือกรมธรรม์เดิมยังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องและสามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้ทุกกรณี (ยกเว้นมีการปกปิดข้อมูลหรือทุจริต) ดังนั้นฐานลูกค้าเก่าที่มีกำลังซื้อจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้
2.โอกาสขยายตลาดใหม่
การปรับไปใช้รูปแบบ Co-pay แม้จะดูเหมือนเป็นข้อจำกัด แต่ในอีกมุมหนึ่งจะทำให้ "ค่าเบี้ยประกันถูกลง" ซึ่งอาจดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่เคยเข้าไม่ถึงประกันแบบเหมาจ่าย ให้หันมาทำประกันสุขภาพมากขึ้น เป็นการขยายฐานลูกค้าในภาพรวม
3.ความร่วมมือ
โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งในแง่พันธมิตร เช่น BDMS ที่มีความร่วมมือกับบริษัทประกัน (เช่น วิริยะ, อลิอันซ์) ในลักษณะ Exclusive Insurance ซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยการันตีฐานลูกค้าที่แน่นอนให้กับโรงพยาบาลได้
อย่างไรก็ดี ยังคงแนะนำ "ถือ” (Neutral) สำหรับกลุ่มการแพทย์ โดยมองว่าแนวโน้มกำไรสุทธิรวมกลุ่มฯ ไตรมาส 4/68 จะกลับมาเติบโตจากปีก่อนได้จากการฟื้นตัวของรายได้ และคาดปีกำไรสุทธิรวมของกลุ่มปี 2569 จะเติบโต 6% จากปี 2568 จากสังคมผู้สูงอายุและการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าประกันสุขภาพ จะช่วยเพิ่มการใช้บริการ
ประกอบกับ Intensity ค่ารักษาตามความซับซ้อนโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากทั้งคนไทยและต่างชาติ และกรณีมีการปรับขึ้นค่ารักษาประกันสังคม จะเป็น upside ต่อกำไรรวมกลุ่มฯ
สำหรับหุ้นเด่นเลือก BDMS ราคาเป้าหมาย 29 บาท และ BCH ราคาเป้าหมาย 15.80 บาทต่อหุ้น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้