
นับเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการเทคโนโลยีจีนไม่น้อย เมื่อ Baidu เจ้าของ Search Engine ตัวท็อปของจีน กำลังเดินหน้ากลยุทธ์ "ปลดล็อกมูลค่า" ครั้งใหญ่ ด้วยการเตรียมส่งธุรกิจชิป AI ลูกรักอย่าง Kunlunxin เข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจโฆษณาแบบเดิม ไปสู่โลกของ AI อย่างเต็มตัว
ถ้าจะพูดถึง Baidu ในปี 2569 นี้ ต้องบอกว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ "Google ของเมืองจีน" อีกต่อไปแล้ว เพราะบริษัทได้วางโครงสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Baidu Core ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้กว่า 70% โดยเน้นหนักไปที่เทคโนโลยีระดับ Full-stack AI ได้แก่ Search Engine ที่เป็น AI-native Search ที่ตอบคำถามแบบเข้าใจบริบทมนุษย์จริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กรที่ต้องการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมไปถึงการบริการ Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับ ที่ปัจจุบันขยายบริการไปแล้วกว่า 22 เมือง และตลาดในต่างประเทศ เช่น ดูไบ และอาบูดาบี
และที่สำคัญคือธุรกิจ AI Chips ธุรกิจออกแบบชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับงานด้าน AI โดยเฉพาะภายใต้บริษัทย่อยอย่าง Kunlunxin
ปัจจุบัน Baidu เป็นหนึ่งในบริษัทที่จดทะเบียนแบบ Dual-listing คือซื้อขายได้ใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ใหญ่ของโลก ได้แก่ ตลาดหุ้น Nasdaq (สหรัฐฯ) ใช้ตัวย่อหุ้นว่า "BIDU" ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด และตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX) ใช้ตัวย่อหุ้น “9888”
ข่าวล่าสุดสะเทือนวงการ อ้างอิงจากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) พบว่า Baidu ได้ดำเนินการยื่นขอจดทะเบียน เพื่อนำหน่วยธุรกิจชิป AI อย่าง Kunlunxin (Beijing) Technology เข้าทำ IPO เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการแยกธุรกิจ (Spin-off) เพื่อระดมทุนและสร้างความคล่องตัวในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ในตลาดจีนด้วย
โดย Kunlunxin ถูกประเมินมูลค่าเบื้องต้นไว้สูงถึงอย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้หุ้น Baidu ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และฮ่องกงพุ่งทะยานรับข่าวทันที เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองเห็นมูลค่าแฝงที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงของบริษัท
ซึ่งหากไปดูราคาหุ้นย้อนหลังของ Baidu ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั้น พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่หุ้นละ 150.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้
แม้งบไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมาจะดู "อ่อนแรง" จากรายได้โฆษณาที่ลดลง และกำไรสุทธิที่ติดลบจากการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ แต่หากมองในมุมของการลงทุนนั้น การตัดสินใจผลักดัน Kunlunxin เข้า IPO คือการประกาศศึกในตลาดชิป AI อย่างชัดเจน
ฝ่ายวิจัยฯ บล. เอเซีย พลัส มองว่า ราคาหุ้น BAIDU ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 15% หลังบริษัทประกาศ Spin-off ธุรกิจชิป Kunlunxin เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 โดย Kunlunxin คือบริษัทพัฒนาชิปประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ในการประมวลผล
ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวชิป KUNLUN P800 ซึ่งถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ในจีน โดยมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย เช่น แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต, ผู้ให้บริการโทรคมนาคม, สถาบันการเงิน, สายการบิน และหน่วยงานภาครัฐ
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ชิป KUNLUN M100 เตรียมวางตลาดในต้นปี 2569 เน้นความคุ้มค่า สำหรับการใช้งานด้านการประมวลผลขนาดใหญ่ และชิป KUNLUN M300 เตรียมวางตลาดในต้นปี 2570 เป็นรุ่นอัปเกรด ประสิทธิภาพรอบด้านสำหรับการฝึกฝน และการประมวลผล
แม้ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นได้รับแรงกดดันจากตัวเลขรายได้รวมและกำไรไตรมาส 3/2568 ที่ต่ำกว่าคาด แต่ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ผลประกอบการสะท้อนว่า Baidu กำลังปรับตัว เข้าสู่ยุค AI อย่างจริงจัง โดยธุรกิจ AI ที่เติบโตแข็งแกร่งถือเป็นสัญญาณเชิง บวกต่อมูลค่าหุ้นในระยะกลาง-ยาว ดังนั้น มองว่าราคาหุ้นยังถือว่ายังมี upside จากราคาหุ้นปัจจุบัน
ด้าน บล. พาย ให้มุมมองผ่านบทวิเคราะห์ว่า แม้รายได้รวมจะโดนกดดันจากธุรกิจโฆษณาที่หดตัว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว แต่โมเมนตัม AI ยังโตแรงมาก
โดย AI Cloud เติบโต +21% จากปีก่อน สร้างรายได้ถึง 6,200 ล้านหยวน โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure ที่เติบโตโดดเด่น นอกจากนี้ ยังมียอดให้บริการ fully-driverless rides จาก Apollo Go พุ่งแรงถึง 3.1 ล้านครั้ง เติบโต 212% จากปีก่อน และยังขยายตัวไปในระดับสากลมากขึ้น
สัญญาณจากผลประกอบการของ Baidu ในไตรมาส 3/2568 ที่ประกาศออกมานั้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้ค่าโฆษณาแบบเดิมจะลดลง แต่รายได้จาก AI-native marketing services โตถึง +262% จากปีก่อน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยชดเชยธุรกิจหลักเดิมได้ในอนาคต
สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเป็นเจ้าของหุ้น BAIDU นั้นทำได้ง่ายขึ้นมาก ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การซื้อหุ้นต่างประเทศโดยตรงทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นฮ่องกง, การลงทุนผ่านกองทุนรวม และการซื้อผ่าน Depositary Receipt (DR) ในตลาดหุ้นไทย
ที่มา : Baidu, บล.เอเซีย พลัส, บล.พาย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้