เร่งทำแผนดึงเข้าตลาดหุ้น ธุรกิจครอบครัวสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เร่งทำแผนดึงเข้าตลาดหุ้น ธุรกิจครอบครัวสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน

Date Time: 2 ส.ค. 2567 07:22 น.

Summary

ตลาดหลักทรัพย์ฯทำแผนดึงธุรกิจครอบครัวระดมทุนเข้าตลาดหุ้น ชี้ธุรกิจครอบครัวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและการบริหารแบบมืออาชีพ โปร่งใส ขณะที่เปิดข้อมูล บจ.ไทย 2 ใน 3 มาจากธุรกิจครอบครัว พบหลังเข้าตลาดมีรายได้–กำไรและมูลค่ามีสินทรัพย์โตต่อเนื่อง ปี 66 มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันกว่า 25 ล้านล้านบาท

Latest

IPO ต่างประเทศดีกว่าไทย? MINT เปิดแผนปี 69 เร่งศึกษาแผนส่ง Minor Food บุก IPO ตลาดหุ้นฮ่องกงปี 69

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯได้จัดงานสัมมนา “The 2nd SET Annual Con ference on Family Business : Family Business in the Globalized Asia” ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมฟัง 300 ราย ส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นเจ้าของธุรกิจครอบครัว ที่เหลือเป็นที่ปรึกษาธุรกิจจากสถาบันชั้นนำทั้งไทยและระดับนานาชาติ ในจำนวนนี้มีกลุ่มบริษัทอังกฤษตรางู ซึ่งดำเนินกิจการในไทยกว่า 130 ปี, บริษัทสุภารา กรุ๊ป แอนด์ จีคิว แอพพาเรล จำกัด แบรนด์ GQ, แป้งศรีจันทร์, บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ธุรกิจโรงพยาบาล และกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใหญ่ รวมทั้งบริษัทในกลุ่มประเทศ CLMV ที่เป็นเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะชวนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

นายกิติพงศ์กล่าวต่อว่า ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า จำนวน 2 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เป็นธุรกิจครอบครัวหรือมีจำนวน 575 บริษัท เป็นสัดส่วน 67% ของ บจ.ในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด 852 บริษัท และคิดเป็น 50% ของมูลค่าราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หรือราว 8 ล้านล้านบาท จากมาร์เก็ตแคป รวมทั้งตลาด 16 ล้านล้านบาท (ณ มิ.ย.67)โดยช่วงเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 59 ถึง มิ.ย.67

บจ.ที่เข้าใหม่มี 200 บริษัท หรือ 76% ของทั้งหมด ที่เป็นธุรกิจที่โตมาจากธุรกิจครอบครัวและมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พบว่า มากกว่า 94% บจ.เหล่านี้มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงกว่าตอนขายหุ้น IPO ขณะข้อมูลย้อนหลังปี60-66 พบว่า มีรายได้ กำไร และมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 66 พบว่า ธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันสูงถึง 47% หรือ 25.28 ล้านล้านบาท

ขณะที่ บจ.ที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีการจ้างพนักงานรวมกันสูงถึง 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานรวมของทุก บจ. นอกจากนี้ บจ.ที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีความแข็งแกร่งหลายด้าน โดยมีรายได้จากต่างประเทศ 259 บริษัท มีรายได้จากต่างประเทศรวม 2.492 ล้านล้านบาท คิดเป็น 42% ของรายได้รวมจากต่างประเทศของ บจ.ทั้งหมด ที่สำคัญ บจ.ที่เป็นธุรกิจ ครอบครัวให้ความสำคัญกับการเติบโตยั่งยืน โดยผ่านการคัดเลือกและอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ถึง 119 บริษัท คิดเป็น 62% จากรายชื่อทั้งหมด 191 บริษัท

นายกิติพงศ์กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจครอบครัวไทย เนื่องจากธุรกิจครอบครัวนับเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีแผนกลยุทธ์สำคัญที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และระบบงานต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ สร้างความเป็นมืออาชีพในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุน

“ตลาดหลักทรัพย์อยากได้ธุรกิจครอบครัวที่มีขนาดใหญ่และมีพื้นฐานธุรกิจที่ดี เข้ามามากกว่าขนาดเล็ก เพราะบริษัทใหญ่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีการเปิดเผยข้อมูล โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ส่วนบริษัทเล็กสร้างราคาได้ง่าย เจ้าของธุรกิจบางรายไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำแผนชักชวน โดยทำงานเป็น 3 เฟส เฟสแรกจะให้ความรู้ ความเข้าใจ หาผู้ร่วมทีม พอมีความรู้ เชื่อว่าจะมีธุรกิจอย่างน้อย 100 ราย เตรียมตัวเข้าตลาดใน 10-20 ปี ซึ่งช่วงนี้อาจล่าช้าเพราะตลาดหุ้นไม่ดี แต่เชื่อว่าอีก 3 ปีจะมีธุรกิจครอบครัวเข้ามามากขึ้น แต่เราไม่เน้นจำนวน ที่สำคัญคือคุณภาพมากกว่าปริมาณ เชื่อว่าจะมี บจ.ดีๆเข้ามามากขึ้น”.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ