
บล.เอเซียพลัสออกบทวิเคราะห์ กรณีสำรวจพบแร่ลิเทียมที่มีศักยภาพ 2 แหล่งทางภาคใต้ของไทยกว่า 14.8 ล้านตัน ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่ค้นพบ “แร่ลิเทียม” มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก
โดยแร่ดังกล่าวถือเป็นแร่หลักที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 100% คาดว่าจะเห็นการลงทุนทั้งซัพพลายเชนที่เป็นรูปธรรมภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มีผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV เข้าลงทุนไทยแล้ว 7 ราย
โดยบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ซึ่งมีธุรกิจแบตเตอรี่ ที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอยู่ ได้แก่ GPSC+PTT มีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบ 30 MW ในไทย เพื่อศึกษาและรองรับการเติบโตของธุรกิจ EV นอกจากนี้ยังลงทุนในต่างประเทศถือหุ้นผ่าน AXXIVA และ NV GOTION ทำโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในจีน โรงละ 1000 MWh เพื่อส่งให้กลุ่มตลาด EV ในต่างประเทศ
ส่วน EA มีโรงงานแบตเตอรี่ที่ไต้หวัน 400MWh และในไทยอีก 1000 MWh ผลิตเพื่อป้อนให้ยานต์ยนต์ไฟฟ้าในบริษัทของตัวเอง โดยอนาคตอันใกล้มีแผนขยายกำลังการผลิตขึ้นเป็น 2000-4000 MWh
ขณะที่ BANPU+BPP ลงทุนในดูราเพาเวอร์ที่จีนมีโรงงานรองรับ การผลิตแบตเตอรี่ได้ 1.0 ผัน MWh ใช้ในอุตสาหกรรม EV และระบบกักเก็บพลังงานในต่างประเทศ ขณะที่ในไทยได้ร่วมกับบริษัทเชิดชัยมอเตอร์เซลส์ สร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน กำลังผลิต 200 MWh คาดดำเนินการเชิงพาณิชย์ปี 67 เพื่อรองรับแบตเตอรี่ในกลุ่มรถบัสไฟฟ้า (E-Bus) ของกลุ่มเชิดชัยเป็นหลัก
ด้าน BCPG ร่วมศึกษาธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนกับบริษัท Ampace ของจีนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อและสามล้อ แบตเตอรี่สำหรับติดตั้งในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม
บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ BBLหลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/66 โดย BBL มีกำไรสุทธิ 8.9 พันล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 17% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยกำไรต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Opex) เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายประจำ และการตลาด ขณะที่กำไรจากตราสารอนุพันธ์ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม NIM ขยายตัวเป็น 3.13% และ NPL ลดลงเหลือ 8 พันล้านบาท ดีกว่าคาด
โดยรวมผลประกอบการ BBL ยังคงดูดี เชื่อว่ากำไรจะดีขึ้นในไตรมาสถัดไป จาก Opex น่าจะลดลง และ BBL น่าจะมีโอกาสกำไรลดลงน้อยสุดในกลุ่ม!!
อินเด็กซ์ 51