
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 27 ต.ค.66 ปิดที่ 1,388.23 จุด เพิ่มขึ้น 17.01 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 41,247.37 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,328.69 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด CPALL ปิด 55 บาท ลบ 0.25 บาท, KBANK ปิด 132 บาท บวก 2.50 บาท, SCB ปิด 100 บาท บวก 2.75 บาท, PTT ปิด 33.50 บาท บวก 0.75 บาท, BBL ปิด 158.50 บาท บวก 0.50 บาท
บล.หยวนต้า ชี้ตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นบวกต่อเนื่องวันที่ 4 โดยต่างชาติซื้อสุทธิ 5,001 ล้านบาทและ Bond Yield อายุ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลง -6 bps. และ -4 bps. อยู่ที่ 2.90% และ 3.28% ตามลำดับ ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ SET INDEX ผ่าน Earning Yield Gap โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าและไฟแนนซ์ ที่มักเคลื่อนไหวผกผันกับ Bond Yield เช่น GPSC, BGRIM, SAWAD
ขณะที่ บล.กสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น EKH ให้ราคาเป้าหมายกลางปี 67 ที่ 9.10 บาท คาดว่ากำไรที่ดีในไตรมาส 3/66 น่าจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้น โดยคาดกำไรปกติไตรมาส 3 ที่ 78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% QoQ และ 2% YoY จากรายได้และอัตรากำไรที่สูงขึ้น และทำสถิติสูงสุดใหม่ หากไม่รวมผลกระทบจากโควิด-19 คาดว่าจะเห็นอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วไปในช่วงไฮซีซัน และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย IVF ชาวจีน รวมถึงการดูแลแบบประคับประคองที่ รพ.คูน ที่เพิ่มขึ้น
ส่วนความเสี่ยงขาลง คือการแข่งขันที่รุนแรงกว่าที่คาดในตลาด IVF และผลกระทบที่สูงกว่าที่คาดจากการขาดแคลนพนักงาน
ด้าน บล.ทิสโก้ วิเคราะห์หุ้น OR คาดกำไร 3Q23F เติบโตหนุนราคาหุ้น แต่นโยบายรัฐที่พยายามลดราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยง โดยคาดกำไร 3Q23F ของ OR อยู่ที่ 5.02 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2.76 พันล้านบาท ใน 2Q23 และจาก 701 ล้านบาท ใน 3Q22 เนื่องจากอัตรากำไรน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นกำไรที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ขณะที่ยังกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านนโยบายของภาครัฐที่พยายามจะลดราคาพลังงาน นอกจากการปรับลดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลแล้ว รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายที่จะลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน (แก๊สโซฮอล์ 91) อีกด้วย แม้อาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ OR เนื่องจากรัฐบาลวางแผนที่จะใช้ภาษีเพื่อให้บรรลุการลดหย่อน แต่อาจจำกัดความยืดหยุ่นของ OR ในการเพิ่มราคาได้
ปรับประมาณการกำไร ปี 2023F ขึ้น 24% แต่มองอนาคตยังไม่สดใส ยังคงแนะ “ถือ” ให้มูลค่าเหมาะสม 20 บาท.
อินเด็กซ์51