
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 ต.ค.66 ปิดที่ 1,371.22 จุด ลดลง 30.48 จุด ทำนิวโลว์ในรอบ 3ปี มีมูลค่าซื้อขาย 45,690.17 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,557.66 ล้านบาท
หุ้นใหญ่ DELTA ร่วงแรงตัวเดียวกดดัชนีทรุด 8.63 จุด รวมทั้ง CPAXT และ CPALL ที่ถูกขายกดตลาดภาพรวม ขณะที่หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยปรับลงมาแล้วถึง 304.98 จุด หรือ 18.20% ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 1.7 แสนล้านบาท
บล.เอเซียพลัส ชี้หุ้นไทยลงแรงกว่าที่คิด จากความกังวลสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่คาดว่าจะยืดเยื้อ ประกอบกับด้านเทคนิค ดัชนีที่หลุดแนวรับจิตวิทยาที่ 1,385 จุด กดดันบรรยากาศการลงทุนรุนแรง แนะกลยุทธ์ลงทุนให้ชะลอการเก็งกำไรระยะสั้น สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่ได้ ส่วนนักลงทุนระยะกลาง-ยาวแนะเลือกซื้อหรือถือหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ด้านเทคนิคระยะสั้นให้แนวรับไว้ที่ 1,360-1,350 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,385 จุด
เอเซียพลัสยังให้มุมมอง กรณีคณะอนุกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตเตรียม 3 แนวทางตัดสิทธิคนรวยออกจากระบบ เพื่อเสนอกรรมการชุดใหญ่สัปดาห์หน้า ให้เลือก 3 แนวทาง คือ 1.ตัดกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนเกินกว่า 25,000 บาท หรือมีเงินฝากรวมกันมากกว่า 1 แสนบาทออก 2.ตัดกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนเกินกว่า 50,000 บาท หรือมีเงินฝากรวมกันมากกว่า 5 แสนบาท 3.ให้เข้าร่วมเฉพาะผู้ยากไร้ตามกลุ่มบัตรคนจน จำนวน 15-16 ล้านคน
นอกจากนี้ รัฐบาลเผยให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ทำแอปพลิเคชัน และยกเลิกเงื่อนไข 4 กิโลเมตร ประกาศใช้ระดับอำเภอ คาดเริ่มแจกเงินได้หลังเดือน เม.ย.67
ปัจจัยนี้อาจเป็น Sentiment เชิงลบ ทั้งจากความคาดหวังการเติบโตเศรษฐกิจปี 67 มีโอกาสลดลงจากปัจจุบัน ธปท.คาด GDP ปี 67 โตได้ 4.4% และเป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นที่อาจคาดหวังการเติบโตลดลงได้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Domestic อาทิ กลุ่มแบงก์, ค้าปลีก, ท่องเที่ยว, ขนส่ง, อาหาร เป็นต้น
แต่ในอีกมุมอาจช่วยลดความกังวลเรื่องการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันประเทศ ไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 61.8% รวมถึงหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ระดับกว่า 90% รวมถึงความกังวลการปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของสถาบันการเงิน หนุนให้ค่าเงินบาทในระยะถัดไปมีโอกาสชะลอการอ่อนค่าลงได้
บล.ยูโอบี เคย์เฮียน มองแนวรับ 1,353 จุด มองเป็นจังหวะดีเข้าซื้อหุ้นปันผลดี และมีปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่า แนะ MAJOR– TU–ADVANC–SCB–BBL!!
อินเด็กซ์ 51