
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 19 ต.ค.66 ปิดที่ 1,423.04 จุด ลบ 14.81 จุดมีมูลค่าซื้อขาย 36,492.93 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,896.73 ล้านบาท
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ระบุว่า ตลาดลงแรงจากความรุนแรงในตะวันออกกลางที่กระทบผลตอบแทนพันธบัตร โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ปรับขึ้นเกิน 4.90% เป็นครั้งแรกนับจากปี 50 ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการให้ความเห็นมุมมองดอกเบี้ยผ่านเหตุการณ์สำคัญในช่วง 2 สัปดาห์นี้ คือ การกล่าวสุนทรพจน์ของประธานเฟดที่ Economic Club of New York และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ วันที่ 1 พ.ย.นี้
มองหุ้นที่ลงเยอะจากการขายชอร์ต อาจเป็นเป้าหมายของการซื้อคืน ขณะที่ภาพการณ์เก็งกำไรยังเน้นกลุ่มได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่าทั้งทางตรง (อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร) และทางอ้อม (การแพทย์และท่องเที่ยว)
ปิดท้าย บล.เอเซียพลัส ออกบทวิเคราะห์ แนะนำหุ้น Value ขนาดใหญ่ น่าจะเป็นเกราะป้องกันตลาดที่ดีในยามนี้ ทั้งสงครามในอิสราเอลยืดเยื้อ กดดัน Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ เร่งขึ้นมาแรงทำนิวไฮ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวล กดดันให้เม็ดเงินมีโอกาสไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น Growth Stock เนื่องจากกำไรที่คาดหวังในอนาคตอาจลดลง จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นกดดันรายได้ลดลง และภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกดดันต้นทุนทางการเงินสูงตามไปด้วย
ส่งผลให้เม็ดเงินเริ่มเอนเอียงมาที่หุ้น Value มากกว่า สะท้อนได้จากดัชนี Dowjones (ตัวแทนหุ้น Value) ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนี Nasdaq (ตัวแทนหุ้น Growth)
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยหุ้น Value เป็นหลัก ขณะเดียวกันยังเห็นต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยวันก่อน 2.8 พันล้านบาท หรือ 70 ล้านเหรียญ เด่นสุดในกลุ่ม TIP พร้อมกับซื้อสุทธิสัญญา SET50 Futures สูงถึง 18,566 สัญญา หนุนให้หุ้น Value ขนาดใหญ่ อย่างดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 0.83% Outperform กว่าดัชนี MAI (ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้น Growth Stock ขนาดเล็ก) ปรับตัวลงแรง
ดังนั้น ภายใต้แรงกดดันหุ้น Growth Stock จากปัจจัยภายนอก แนะนำหลบเลี่ยงด้วยการลงทุนหุ้น Value ขนาดใหญ่ น่าจะช่วยหลบความผันผวนของตลาดในช่วงนี้ได้ แนะนำ PTTEP, TOP, BBL, GULF, CPN, CRC, HMPRO, LH, BH, WHA!!
อินเด็กซ์ 51
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่