
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ปรากฏว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงหนักตั้งแต่เปิดตลาด เป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค หลังนักลงทุนกังวลความรุนแรงในประเทศอิสราเอลที่มีความเสี่ยงจะขยายวงกว้างและยืดเยื้อ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง คือตลาดหุ้น และโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำปรับตัวขึ้น รวมทั้งราคาน้ำมันโลก ดัชนีหุ้นไทยลงลึกลงไปติดลบกว่า 30 จุด ก่อนมาปิดทำการที่ 1,427.11 จุด ลดลง 23.64 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 56,239.68 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวลงแรง นอกจากเรื่องความกังวลสงครามอิสราเอลรุนแรงบานปลายแล้ว ยังไม่มั่นใจในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยังไม่มีความชัดเจน กดดันการลงทุนในภาพรวม หากสงครามยืดเยื้อบานปลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง กดดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้อยู่ในระดับสูง ขณะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน จะได้รับผลกระทบ
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจัยแวดล้อมภายนอกไม่สดใส เริ่มจากสงคราม ที่รุนแรง มีความเสี่ยงต่อการขยายวงออกไปในประเทศตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นรุนแรง กังวลว่าจะซ้ำรอยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจ ภาพรวมอยู่ในระดับทรงตัว ทั้งในส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย. ออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย ส่วนที่จีนเงินเฟ้อเดือน ก.ย. อยู่ที่ 0% สะท้อนภาพการฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคเศรษฐกิจในประเทศ แต่การค้าระหว่างประเทศหดตัวลดลง ส่วนยุโรปตัวเลข Industrial Production อยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มากกว่าทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯที่รับรู้ไประดับหนึ่งแล้ว ที่มีผลต่อราคาน้ำมันและ Fund Flow ในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO ได้ยื่นหนังสือขอเข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายก รัฐมนตรี เพื่อหารือโครงการที่ตลาดทุนจะสนับสนุนหรือเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ เช่น เรื่องของการพัฒนากองทุนที่มีอยู่ อาทิ การส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนใหม่ๆสำหรับสังคมผู้สูงอายุและเด็ก โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี การต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) ที่กำลังจะหมดอายุลง รวมถึงบทบาทตลาดทุน ที่จะช่วยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจเรื่องการช่วยผู้ประกอบการหรือคนตัวเล็ก, การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ฯลฯ
“กองทุน SSF ที่จะหมดอายุลง จะเสนอรัฐบาลใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ขอให้ขยายเวลา หรือต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีของกองทุน SSF ออกไปอีก 2.ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้กองทุน SSF ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน ขณะที่การส่งเสริมกองทุนใหม่ๆมีความคิดเรื่อง การจัดตั้งกองทุนผู้สูงอายุและเด็กๆ รวมถึงกองทุนประเภทเพื่อสังคมและความยั่งยืนของการพัฒนา”
สำหรับกรณีสงครามอิสราเอล-ฮามาส ได้ส่งผลกระทบมาที่ราคาน้ำมันโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 100 ดอลลาร์/ออนซ์ แสดงถึงความกังวลใจในประเด็นดังกล่าว ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ไปพักในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยคือทองคำ.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่