
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 16 ต.ค.66 ปิดที่ 1,427.11 จุด ลบ 23.64 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 56,239.68 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,900.17 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด CPALL ปิด 57.25 บาท ลบ 2.25 บาท, AOT ปิด 66.75 บาท ลบ 1.75 บาท, PTTEP ปิด 172 บาท บวก 3 บาท, HANA ปิด 62 บาท ลบ 2.75 บาท, PTT ปิด 33.25 บาท ลบ 0.25 บาท
หุ้นไทยปิดตลาดลงแรงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ กังวลสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีโอกาสขยายวงกว้าง ประกอบกับไม่มีปัจจัยบวกใน ประเทศ รวมทั้งตลาดยังซึมซับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ออกมาสูงกว่าคาด
ขณะที่หุ้น CPALL ถูกเทขายหนัก แต่หลายสำนักวิเคราะห์ ยังคงแนะ “ซื้อ” ล่าสุด ฝ่ายวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/66 ของ CPALL จะยังทำกำไรสุทธิได้แข็งแกร่งที่ 4.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% yoy แต่ลดลง 6% qoq แรงหนุนจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ผลประกอบการแข็งแกร่งกว่าคาด ให้ราคาเป้าหมายที่ 76.50 บาท
ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก CPAXT ซึ่ง CPALL ถือหุ้น 60% ในไตรมาส 3 น่าจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่เราแทบไม่ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ CPALL
โดยกำไรสุทธิไตรมาส 3 ของ CPALL ที่ยังทำได้ดี ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าคาดของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) แม้ CVS จะมีอัตราการโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ลดลง มาที่โต 3%ในไตรมาส 3 จากที่โต 7.9% ในไตรมาส 2 เป็นเพราะฐานที่สูงขึ้นหลังไทยเปิดประเทศในเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว
แต่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากการขายสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 50bp yoy เป็น 27.1% ในไตรมาส 3 สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 26.8% และเชื่อว่า GPM จะทรงตัวระดับนี้ได้ต่อเนื่อง หนุนโดยการขยายตัวของอัตรากำไรจากการปรับราคาสินค้าประเภทอาหารและส่วนผสมยอดขายของสินค้าที่ไม่ใช่อาหารที่ดีขึ้น
มองขณะนี้ CPALL มูลค่าน่าสนใจ ราคาหุ้นปรับลง 6.7% ช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา เนื่องจากมีเงินทุนไหลออก เพราะนักลงทุนกังวลหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น อาจทำให้ไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ, เกิดเหตุกราดยิงในศูนย์การค้า อาจทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลง
และความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่งผลให้ CPALL ลงมาซื้อขายที่ P/E เพียง 23.6 เท่าในปี 67 ขณะที่เราคาดว่า CPALL จะยังมีกำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่ง 28.1% ในปี 67
downside risk จะมาจากรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วันในปีหน้า จะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิในปี 67-68 ลดลง 3.8%, ต้นทุนอาหารสดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบ ของเอลนีโญ ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น คือ ค่าไฟฟ้าที่ลดลงและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้ SSSG สูงขึ้น!!
อินเด็กซ์ 51
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่