หุ้น SCC ร่วง 11.17% ใน 5 เดือน โบรกฯ ชี้ผลงาน Q3 ไม่เด่น หั่นเป้ากำไรปี 66-67 ลง 24%

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

หุ้น SCC ร่วง 11.17% ใน 5 เดือน โบรกฯ ชี้ผลงาน Q3 ไม่เด่น หั่นเป้ากำไรปี 66-67 ลง 24%

Date Time: 12 ต.ค. 2566 12:29 น.

Video

Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

Summary

ราคาหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCC ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 11.17% นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ชี้ แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/66 ไม่เด่น พร้อมปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 และปี 2567 ลงเฉลี่ย 24%

Latest


ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCC ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 11.17% จากวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ราคาหุ้นอยู่ที่ 340 บาทต่อหุ้น ลงมาเหลือ 302 บาทต่อหุ้น ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/66 ไม่โดดเด่น และปรับประมาณการกำไรปี 2566-2567 ลงเฉลี่ยปีละ 24% พร้อมปรับลดน้ำหนักการลงทุน


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (จำกัด) ระบุในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/66 ไม่เด่น คาดกำไรสุทธิเพียง 3,739 ล้านบาท ลดลง 54% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่มีสเปรดผลิตภัณฑ์หลักลดลง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในอินโดนีเซีย มีเพียงธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่น่าจะเห็นกำไรเติบโต รับผลบวกจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง


ขณะเดียวกัน ปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 และปี 2567 ลง 19% และ 29% ตามลำดับ หรือลดลงเฉลี่ย 24% ต่อปี สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ล่าช้า จากหลายปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม รัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ สงครามที่ปะทุขึ้นในอิสราเอล ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว


ขณะเดียวกัน การหยุดซ่อมบำรุง โรงงานระยอง โอเลฟินส์ (ROC) ซึ่งเป็นโรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำของ SCC ครั้งก่อน ในช่วงเดือน กันยายน 2565-กุมภาพันธ์ 2566 เป็นการหยุดซ่อมบำรุงแบบ “Unplan Shutdown” จึงไม่ได้มีการซ่อมบำรุงครบทุกส่วน ทำให้บริษัทมีแผนที่จะหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4/66 ราว 40 วัน


พร้อมกันนี้ รวมถึงผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของโรงงานปิโตรเคมีที่เวียดนาม หรือ Long Son Petrochemical Complex (LSP) ที่เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ส่วนปลายน้ำตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 จะมีค่าใช้จ่ายคงที่ ประกอบด้วย ค่าเสื่อมราคา ภาระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่าย Overhead ต่างๆ ที่ SCC ต้องรับรู้เดือนละ 350 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายคงที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000 ล้านบาท เมื่อโครงการ LSP เปิดดำเนินงานครบทั้งหมดช่วงต้นปี 2567 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีความเสี่ยงที่ เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ฝ่ายวิจัยพิจารณาปรับ ลดประมาณการกำไรปี 2566-2567 ลง


อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/66 ที่น่าจะสร้างความผิดหวังให้กับตลาด ต่อเนื่องถึงผลประกอบการไตรมาส 4/66 ที่มีโอกาสลดต่ำลงกว่าไตรมาส 3/66 น่าจะทำให้ราคาหุ้น SCC ในช่วง 3 เดือน ข้างหน้าไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนจึงปรับลดน้ำหนักการลงทุนจาก Neutral เป็น Underperform โดยประเมินราคาปี 2567 ที่ 340 บาท เทียบเท่า P/E ที่ระดับ 15.29 เท่า และใกล้เคียงกับมูลค่าตามบัญชี ณ สิ้นปี 2567 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 344 บาท


ด้าน บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ประเมินภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3/66 ยังอยู่ใต้แรงกดดันจากปัจจัยมหภาคทั้งภาวะเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ, อัตราดอกเบี้ยระดับสูง, ภาคการลงทุนชะลอช่วงคาบเกี่ยวการเลือกตั้งในประเทศ  ส่งผลให้ประเมินกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ลดลง 67% จากไตรมาสก่อน แต่เติบโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้ มองว่าธุรกิจวัสดุก่อสร้าง คาดอุปสงค์ในภูมิภาคยังอ่อนแอ ขณะที่ ธุรกิจปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบจากความต้องการใช้ชะลอตัวท่ามกลางอุปทานในตลาดอยู่ระดับสูง ส่งผลให้ไตรมาส 3/66 เป็นตลาดของผู้ซื้อ โดยการต่อรองของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวลงของสเปรดปิโตรเคมี ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์อ่อนแอลงจากการแข่งขันที่รุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย


สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4/66 ไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มองว่าประมาณการปีนี้ยังมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 3.3 หมื่นล้านบาทไว้ก่อน มองว่าคาดการณ์ดังกล่าวมีความท้าทาย เนื่องจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/66 จะอยู่ระดับที่ไม่โดดเด่น จากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และสถานการณ์ในอิสราเอลเป็นความเสี่ยงใหม่กรณีเลวร้ายอาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ประกอบกับบริษัทมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี ROC ราว 45 วัน และเตรียมการรับรู้ค่าเสื่อมราคาจากโครงการ LSP ด้วย


นอกจากนี้ หากมองข้ามไปปี 2567 มองสถานการณ์จะค่อยๆ ฟื้นตัว เพราะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มเห็นอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคทยอยฟื้นตัว การเติบโตของอุปทานปิโตรเคมีจะเริ่มชะลอลง การเปิดดำเนินงานของโครงการ LSP เต็มที่ทั้งปิโตรเคมีขั้นต้น-ขั้นปลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต จากสามารถผลิตสินค้าได้เต็มที่


อย่างไรก็ดี คงคำแนะนำ “ซื้อสำหรับลงทุนระยะยาว” เนื่องจากระยะสั้นหุ้นยังไม่มี ปัจจัยเร่งเชิงบวกที่ชัดเจน และผลประกอบการครึ่งหลังปี 2566 จะอยู่ระดับต่ำ เชิงกลยุทธ์มองว่าไม่ต้องรีบเข้าซื้อ โดยอาจรอจังหวะเข้าลงทุนช่วงหุ้นอ่อนตัว โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 370.00 บาท


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ