คาด หุ้นTU กำไรสูงสุดไตรมาส 4  ทูน่าราคาลดช่วยกดต้นทุน ออเดอร์สินค้าเริ่มฟื้น

Investment

Capital Market

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

คาด หุ้นTU กำไรสูงสุดไตรมาส 4 ทูน่าราคาลดช่วยกดต้นทุน ออเดอร์สินค้าเริ่มฟื้น

Date Time: 6 ต.ค. 2566 11:20 น.

Video

Broadcom ทำธุรกิจแบบไหน? ถึงกลายเป็น “ผู้ควบคุมนวัตกรรม” แห่งยุค AI | Digital Frontiers EP.49

Summary

Latest


 

 

เผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องสำหรับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ของโลก ที่ต้องเจอกับราคาวัตถุดิบหลักอย่างปลาทูน่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกดดันต้นทุน ทำให้กำไรในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อยู่ที่ 2.05 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ 3.36 พันล้านบาท ทั้งนี้นักวิเคราะห์ มองว่า TU จะมีการฟื้นตัวที่ดี จากการลดลงของต้นทุนปลาทูน่า และเชื่อว่า กำไรจะสูงสุดในไตรมาสที่ 4 

 

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส ประเมินว่า คาดกำไรปกติในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ใกล้เคียงงวดก่อน ที่กำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการขาดทุนอัตรา แลกเปลี่ยนประเมินไว้ 200 ล้านบาท (เป็นการคาดการณ์ฝ่ายวิจัย เนื่องจากบริษัท ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่ชัดเจน เพียงแค่ให้ข้อมูลว่าน้อยกว่างวดก่อนที่ 250 ล้านบาท) คาดกำไรปกติ 1.33 พันล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา จากรายได้คาดทรงตัวจากไตรมาสก่อนเท่ากับ 3.42 หมื่นล้านบาท

 

แม้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง มีปริมาณคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น หลังลูกค้าเริ่มกลับมาสะสมสต๊อกอีกครั้ง กอปรกับมี การปรับราคาขายขึ้นเฉลี่ย 3-5% รวมถึงธุรกิจสินค้ามูลค่าเพิ่มฟื้นตัวดีขึ้นในทุก กลุ่มผลิตภัณฑ์ แต่ไม่สามารถชดเชยกับธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งแช่เย็นที่ประคอง ตัว และธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องที่มีรายได้ลดลง จากฐานที่สูงเป็น ประวัติการณ์รายไตรมาสในงวดก่อน รวมถึงมีการปรับลงของราคาขายกลุ่ม ลูกค้า OEM หลังต้นทุนทูน่าลดลง ตามนโยบายกำหนดราคาแบบ Cost Plus

 ขณะที่ปริมาณขายคาดยังทรงตัว ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยคาดปรับขึ้นเป็น 17.3% เทียบกับ 16.9% ในงวดไตรมาสที่ 2  หนุนจากธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างอาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้ามูลค่าเพิ่มมียอดขาย เพิ่ม ขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น มีมาร์จิ้นดีขึ้น หลังมีการทำนโยบาย Rightsizing หรือลดขนาดธุรกิจที่มีกำไรน้อยในสหรัฐ รวมถึงยังมีสต๊อกต้นทุนกุ้ง ที่ราคาต่ำ หักล้างได้กับธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องคาดมาร์จิ้นลดลง จากราคาขายที่ลดลงมากกว่าต้นทุนปลาทูน่า

 

เนื่องจากยังมีสต๊อกต้นทุนสูงจาก งวดไตรมาสที่ 2 ต่อเนื่องมายังไตรมาสที่ 3  แต่ทั้งนี้บริษัทยังต้องรับส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วม 248 ล้านบาท คาดเพิ่มจาก 137 ล้านบาทงวดก่อน หลักๆ มาจาก Red Lobster คาดส่วนแบ่งขาดทุน 345 ล้านบาท (แบ่งเป็นขาดทุน ดำเนินงาน 250 ล้านบาท และจากสัญญาเช่า 95 ล้านบาท) เทียบกับ 189 ล้าน บาทในไตรมาสที่ 2ที่ผ่านมา ตามช่วงฤดูกาลที่ปกติอ่อนตัวในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4

 ขณะที่บริษัทร่วมอื่น อย่างเช่น AVANTI คาดยังเป็นบวกไม่ต่างจากงวดที่ผ่านมา หากเทียบกับกำไรปกติ ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ กับ ปีก่อน คาดลดลง 33% จากปริมาณการขายลดลงในทุกธุรกิจกดดันยอดขาย ขณะที่มาร์จิ้นได้รับผลกระทบจากต้นทุน วัตถุดิบหลักอย่างทูน่าสูงขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเฉลี่ย 1,6670 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 1,800 ดอลลาร์ต่อตัน รวมถึงกำไรจากบริษัทย่อย ITC ที่ลดลงหลังจาก TU ลดสัดส่วน การถือหุ้นเป็น 78.82% ภายหลังนำเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ โดยทั้งหมดนี้ไม่ สามารถชดเชยกับส่วนแบ่งขาดทุนของ Red Lobster ที่ลดลงได้

 

แนวโน้ม ไตรมาสที่ 4 ฟื้นตัวชัดเจน จากไตรมาสก่อน และเป็นจุดสูงสุดของปี ทั้งยอดขายและมาร์จิ้น โดยปัจจัย สนับสนุนยอดขายมาจากปริมาณคำสั่งซื้อของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากกลุ่ม อาหารสัตว์เลี้ยง และอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋อง เฉพาะอย่างยิ่งลูกค้า OEM หลังจากก่อนหน้านี้ชะลอสั่งซื้อ เนื่องจากราคาทูน่าอยู่ในระดับสูงเมื่อช่วงครึ่งปี แรก แต่เมื่อราคาทูน่าเริ่มมีสัญญาณลดลงมาตั้งแต่ ก.ค. จนล่าสุดเฉลี่ย 1,700 ดอลลาร์ต่อตัน ในเดือน ก.ย. และคาดลดลงอีกหลังหมดช่วง FADs Ban โดย เบื้องต้นบริษัทประเมินราคา ณ สิ้นปีที่ 1,600  ดอลลาร์ต่อตัน

 

ซึ่งเป็นราคาที่ลูกค้า พร้อมกลับมาสั่งซื้อสินค้าสู่ระดับปกติขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งแช่เย็น ที่ส่วน ใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหาร /โรงแรม คาดได้อานิสงส์จากช่วงฤดูกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีและส่งต่อไปยังธุรกิจสินค้ามูลค่าเพิ่มในกลุ่มอาหาร Ready to eat, Ready to Cook รวมถึงกลุ่มบรรจุภัณฑ์ให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ด้านประสิทธิภาพทำกำไร ผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง โดยเฉพาะต้นทุนทูน่าที่ลดลงในไตรมาสที่ 3 จะมารับรู้ผลเต็มที่ในไตรมาสที่ 4

 รวมถึงสต๊อก กุ้งขาวที่มีต้นทุนต่ำ จะหนุนให้Gross Margin มีพัฒนาเชิงบวกอย่างชัดเจนในทุก ธุรกิจ หักล้างได้กับการดำเนินงานของ Red Lobster ที่มีโอกาสขาดทุนต่อเนื่อง โดยปกติไตรมาส 4 จะขาดทุนสูงสุดของปี เนื่องจากเป็น Low Season เพราะช่วง เทศกาลเฉลิมฉลอง คนในสหรัฐฯ นิยมรับประทานอาหารในบ้านมากกว่าที่ร้าน คงประมาณการ และ Outperform ที่  18.70 บาท คงประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 5 พันล้านบาท และคาดกลับมาเติบโต 16% เป็น 5.8 พันล้านบาทในปี 2567 หลังปัจจัยกดดันทั้งอุปสงค์ของลูกค้าชะลอตัวและ ราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นคลี่คลายลง  

 

 

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า TU แนวโน้มกำไรไตรมาสที่ 3 อาจทำได้ราว 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน และลดลง 57% จากปีก่อน ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้าเล็กน้อย จากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่บริษัทให้ภาพการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ที่ดูแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะ ambient ที่ลูกค้ามั่นใจกลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง หลังราคาปลาทูน่า เดือน ก.ย. ปรับลง คาดรายได้ และอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับขึ้นในไตรมาสที่ 4 สวนทางฤดูกาล และอาจเป็นพีกของปีนี้ส่วน Red lobster ที่ขาดทุนเยอะขึ้นในไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องถึง ไตรมาสที่ 4 ส่วนปี 2567 อยู่ระหว่างตั้งเป้าหมายให้ขาดทุนน้อยลงอีกครึ่งหนึ่ง คงคาดกำไรปีนี้ลดลง 43% จากปีก่อน และคาดกลับมาโตในปี 2567 เพิ่มขึ้น 28% คงราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 18 บาท แนะนำ “ซื้อลงทุน”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ