
นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 1.4 แสนล้านบาท พร้อมขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทย 1.6 แสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/66 โอกาสลุ้นกลับเป็นขาขึ้น หลังสถานการณ์เงินเฟ้อทยอยดีขึ้น ทำให้คาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใกล้จบ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 5.5% จนถึงสิ้นปี พร้อมปัจจัยในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในมุมของกระแสเม็ดเงินลงทุนของต่างชาตินั้น หลังจากที่ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาทในปีนี้ จนเหลือสัดส่วนการถือครองทางตรงหุ้นไทยต่ำเพียง 23.9% หวังว่าจะเห็นการสลับเข้ามาซื้อสะสมสุทธิหุ้นไทยมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยสถิติไตรมาสที่ 4 มักจะเป็นฤดูกาลที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมหุ้นไทยอยู่แล้ว สะท้อนได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิในไตรมาสนี้ทุกปีเฉลี่ย 3.1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าตลาดหุ้นไทยมีความน่าลงทุนมากขึ้น หลังปัจจัยต่างประเทศเริ่มผ่อนคลาย และมีโอกาสที่ธนาคารกลางหลายแห่งจะไม่ใช้นโยบายการเงินเชิงรุกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ขณะที่ประเด็นในประเทศเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/66 มีโอกาสพลิกเป็นขาขึ้น หลังทิศทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี จากภาคการท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วง High Season และแรงกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายภาครัฐ ซึ่งประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,524 จุด ส่วนแนวรับ 1,430 จุด
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงกว่า 10% ส่งผลให้อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เหลือเพียง 1.46 เท่า ซึ่งในระยะถัดไปมองว่ามีโอกาสจำกัดในการปรับตัวลดลงอีก และปัจจุบันถือว่าอยู่ในโซนที่หุ้นราคาถูก แนะนำนักลงทุนทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานเด่น ราคาน่าสะสม และมีปัจจัยเฉพาะตัวหนุนให้มีโอกาสฟื้นตัวเด่นกว่าตลาด เช่น AOT, SCGP, PTTEP, TOP, BCPG, TU และ III
นอกจากนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2567 หนุนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ที่คาดว่าจะออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาพลังงาน ฟรีค่าธรรมเนียม VISA และความคาดหวังจากโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทในระยะถัดไป โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตอย่างน้อย 4%
และหากประเมินส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ระดับ 3.3% ดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% และกำไรต่อหุ้นปี 2567 ที่ระดับ 99.8 บาท จะได้ดัชนีเป้าหมายปี 2567 ที่ 1,717 จุด