
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 ก.ค.65 ปิดที่ 1,557.87 จุด ลดลง 4.50 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 54,581.06 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,709.02 ล้านบาท
มีบทวิเคราะห์หุ้นที่ได้-เสียประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวลงของ บล.เอเซียพลัส ที่น่าสนใจ โดยระบุว่าราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย รวมถึงจีนมีแนวโน้มกลับมาล็อกดาวน์เมือง
ซึ่งเอเซียพลัส กำหนดสมมติฐานให้ความร้อนแรงของราคาน้ำมันจะเริ่มผ่อนคลายลงช่วงครึ่งปีหลัง 65 จากการปรับตัวของ demand และ supply ที่จะค่อยๆเข้ามาสู่ภาวะสมดุล โดยกำหนดสมมติฐานให้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบเฉลี่ยทั้งปี 65 อยู่ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล และจะลดลงในปี 66 มาอยู่ราว 90 เหรียญฯต่อบาร์เรลและตั้งแต่ปี 67 อยู่ที่ 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล
ประเมินหุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์ คือกลุ่มผู้ผลิตและสำรวจน้ำมันที่มีรายได้อิงกับราคาขายน้ำมัน อาทิ PTTEP, BCP เป็นต้น ส่วนธุรกิจโรงกลั่น (TOP, PTTGC, IRPC, BCP, ESSO, SPRC) ยังต้องดูแนวโน้มค่าการกลั่น ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบ รวมถึงการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันของกลุ่มโรงกลั่นอาจลดลงมีนัย หรืออาจพลิกกลับเป็นบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันแทนได้ หากราคาน้ำมันดิบยังลงต่อเนื่องในช่วง 2H65
ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า เริ่มเห็นอัตรากำไรที่ดีขึ้นได้จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ได้แก่ GPSC, BGRIM ได้อานิสงส์เต็มที่ ขณะที่ GULF, RATCH, EGCO ได้ผลบวกน้อยกว่าเพราะโรงไฟฟ้าหลักส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปที่รัฐ
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง โครงสร้างต้นทุนผลิตที่สำคัญคือ พลังงาน อาทิ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มตามราคาดีเซล หากราคาน้ำมันดิบลงเป็นผลดีต่อผู้ผลิตปูนซีเมนต์ (SCC, SCCC, TPIPL) ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง (DCC, DRT, VNG)
กลุ่มเช่าซื้อ ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อชะลอตัวลง ส่งผลบวกต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเช่าซื้อให้ดีขึ้น ทำให้แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้สูญฯลดลงได้บ้าง กลุ่มเกษตร-อาหาร ได้ผลบวกทางอ้อมจากแนวโน้มค่าขนส่ง และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (กระป๋องและซอง) ส่วนผสมของอาหาร (น้ำมันพืช)
กลุ่ม Packaging (SFT และ SFLEX) เนื่องจากราคาแผ่นฟิล์มขึ้นลงผันผวนตามน้ำมัน ทั้งนี้ ฟิล์มถือเป็นวัตถุดิบหลักในการทำบรรจุภัณฑ์ (กว่า 70% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด) หากต้นทุนฟิล์มต่ำลงจะหนุนประสิทธิภาพการทำกำไรของกลุ่มในระยะถัดไป!!
อินเด็กซ์ 51