
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 5 พ.ค.65 ปิดที่ 1,643.30 จุด ลดลง 8.99 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 77,457.05 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 108.67 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด PTTEP ปิด 154.50 บาท บวก 6 บาท, KBANK ปิด 147.50 บาท ลบ 3.50 บาท, BANPU ปิด 12.40 บาท บวก 0.20 บาท, ADVANC ปิด 209 บาท ลบ 3 บาท, JMT ปิด 80 บาท ลบ 5.50 บาท
บล.ทิสโก้ แนะนักลงทุนลดสัดส่วนลงทุนหุ้นไทยลง และถือเงินสดเพิ่มขึ้นบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง โดยมองตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนมากขึ้นตามหุ้นโลก จากปัจจัยกดดันต่างประเทศที่เป็นลบรอบด้าน ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การล็อกดาวน์ในจีน และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
โดยระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ทิสโก้คาดว่าการประชุมครั้งต่อไปธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% พร้อมกับการเริ่มต้นลดขนาดงบดุล (QT) ลงเดือนละ 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว ทั้งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและดึงสภาพคล่องออกจากระบบ จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นมากขึ้นช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และต้นทุนผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ขณะที่การเกิดปรากฏการณ์ Inverted Yield Curve ของส่วนต่าง Bond Yield อายุ 10 ปี และ 2 ปี และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) ปรับขึ้นจนใกล้กลับมาเป็นบวกแล้ว จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ดังนั้นการลงทุนนับจากนี้จะไม่ใช่การแสวงหา “ผลตอบแทน” โดยยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ต้องเฟ้นหาหุ้นที่มี “คุณภาพและคุณค่า” ที่ราคาสมเหตุสมผล มีระดับการประเมินมูลค่าที่ไม่แพง
บล.ทิสโก้ จึงแนะลดสัดส่วนลงทุนหุ้นลง และถือเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง มองหุ้นไทยจะผันผวนมากขึ้นตามหุ้นโลก จากปัจจัยลบรอบด้าน
หุ้นแนะนำเดือนนี้ เน้นหุ้นที่คาดว่างบจะออกมาดี อย่างน้อยต้องโตเมื่อเทียบ YoY และมีประเด็นบวกหนุนระยะสั้น เช่น ธีมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทยอยเปิดเศรษฐกิจหุ้นเด่น คือ BEM, CENTEL
หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน ชอบ GFPT–MEGA หุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวเด่น คือ JMT คาดว่าจะได้เข้าคำนวณดัชนี MSCI และ SET50 หุ้น STANLY ที่คาดว่างบปีดีพร้อมจ่ายปันผลสูง.
อินเด็กซ์ 51