
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 7 ต.ค.64 ปิด 1,633.72 จุด บวก 14.24 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 100,949.99 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,133.54 ล้านบาท
หุ้นไทยดีดตัวขึ้นรับปัจจัยบวกจากต่างประเทศคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯและความคาดหวังต่อการนำเข้ายารักษา COVID-19 ของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนหุ้นเปิดเมืองอีกครั้ง
บล.เอเซียพลัส ชี้การระบาดของ COVID-19 ในภาพรวมมีแนวโน้มผ่อนคลาย เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นต่อเนื่องจากการกระจายวัคซีนตามแผนจัดหาวัคซีนปี 64 ของรัฐ ซึ่งอิงจากแผนล่าสุดพบว่า ในงวด 4Q64 จะมีวัคซีนเข้ามาอีกกว่า 71 ล้านโดส ส่งผลให้ปี 64 ไทยจะมีวัคซีนรวม 178.2 ล้านโดส เพียงพอแก่ประชากรทั้งประเทศช่วยหนุนให้ภาครัฐเดินหน้าผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจต่อเนื่องตามแผน
โดยล่าสุดกระทรวงท่องเที่ยวเน้นย้ำว่า การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวยังเป็นไปตามแผน โดยการเปิด 5 จังหวัด (กทม., เพชรบุรี, ชลบุรี, เชียงใหม่, ประจวบคีรีขันธ์) จะเริ่มวันที่ 1 พ.ย.2564 ขณะที่พื้นที่แห่งอื่นที่เหลือจะทยอยเปิดในช่วง พ.ย.64-ม.ค.65 ต่อไป
ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ที่เตรียมเสนอ ศบค.พิจารณาเพิ่มจำนวนที่นั่งเครื่องบินจาก 75% เป็น 100% ในวันที่ 10 ต.ค.64 นี้ และจะมีผล 15 ต.ค.64 ต่อไป
ภาพรวมแผนการผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจที่ยังเป็นไปตามแผน เป็นแรงผลักดันต่อหุ้นสายการบิน ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า อาทิ AOT, MINT, MAJOR, CRC, CPALL
ขณะที่เงิน Dollar สหรัฐฯยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า ล่าสุดอยู่ที่ 94.5 จุด (นับตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าขึ้นราว 4.8%) โดยมีแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาดี และผ่อนคลายจากประเด็นเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐฯ
โดยรวมสกุล Dollar คาดว่าจะยังมี Momentum แข็งค่าต่อ ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ ล่าสุดอ่อนค่าขึ้นไปแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยตลอดทั้งเดือนนี้ (mtd) อ่อนค่า 4.84%
โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทุกๆ 1% มักจะกดดันให้ Fund Flow ไหลออกจากหุ้นไทยเฉลี่ยราว 6.9 พันล้านบาท
แต่เป็นบวกต่อการส่งออก โดยเงินบาทอ่อนค่าส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยในเงินสกุลต่างประเทศลดลง ช่วยให้สินค้าส่งออกของไทยแข่งขันได้ง่ายขึ้น จึงเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก เช่น กลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, SVI) กลุ่มส่งออกอาหาร TU ส่งออกยาง (NER) รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มโรงพยาบาล!!
อินเด็กซ์ 51