AEON-Central เปิดศึกค้าปลีกเวียดนาม หลังยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นถอนทัพจากไทย

Experts pool

Columnist

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

Tag

AEON-Central เปิดศึกค้าปลีกเวียดนาม หลังยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นถอนทัพจากไทย

Date Time: 9 ต.ค. 2569 18:57 น.

Video

ทำไมทุกวันนี้ NVIDIA แทบไม่ได้เป็นแค่บริษัทขายชิปอีกต่อไป ? | Digital Frontiers EP.77

“Summary“

AEON ยุติการดำเนินธุรกิจ MaxValu ในไทยรวม 30 สาขา โดยส่งมอบกิจการให้ Central Retail (CRC) เปลี่ยนเป็นแบรนด์ Tops ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

  • AEON ปรับยุทธศาสตร์มุ่งเน้นตลาดเวียดนามเป็นหลัก โดยตั้งเป้าเพิ่มสาขาและรายได้ให้เติบโตหลายเท่าตัวภายในปี 2573
  • Central Retail (CRC) เร่งขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุนมหาศาล ครอบคลุมทั้งธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และบริการ
  • ตลาดค้าปลีกเวียดนามกลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่มีทั้งทุนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย เข้าไปแข่งขันชิงส่วนแบ่งการตลาดจากผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ความท้าทายหลักในการลงทุนในเวียดนามคือ กฎระเบียบที่ซับซ้อน การเข้าถึงที่ดิน และต้นทุนราคาที่ดินที่อยู่ในระดับสูง

เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา การถอนธุรกิจค้าปลีกของ AEON จากไทยเริ่มเห็นชัด เมื่อป้าย MaxValu ในบางสาขาถูกเปลี่ยนเป็น Tops เบื้องหลังภาพดังกล่าวคือการปิดฉากธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของทุนค้าปลีกญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยมายาวนานกว่า 40 ปี หลังขายธุรกิจที่เหลือให้ Central Retail (CRC)

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมือของ MaxValu แต่คือการปรับทิศทางลงทุนของ AEON เมื่อไทยเป็นตลาดที่ลดบทบาทลง ขณะที่เวียดนามกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างการเติบโตในอนาคต

จุดจบบทบาท AEON ในธุรกิจค้าปลีกไทย

หากย้อนกลับไปในอดีต AEON เคยเข้ามาทำตลาดไทยผ่านบริษัท Siam Jusco โดยเริ่มจากสาขารัชดาภิเษกในปี 2527 ก่อนขยายเครือข่ายไปยังทำเลต่าง ๆ เช่น พัฒนาการ สุขาภิบาล 1 รัตนาธิเบศร์ บางบอน และหลักสี่

Jusco ในเวลานั้นเน้นรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน จึงถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นต่างชาติที่เข้ามาบุกเบิกโมเดล Neighborhood Shopping Center หรือ ศูนย์การค้าระดับชุมชน ในไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง Jusco จึงทยอยปรับลดและขายสาขาที่ไม่ทำกำไร ก่อนเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น AEON (Thailand) ในปี 2550 และปรับธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตไปใช้แบรนด์ MaxValu

หนึ่งในสาขาที่มีการเปลี่ยนผ่านชัดเจนคือ Jusco รัตนาธิเบศร์ ซึ่งต่อมาถูก Central เข้าซื้อและพัฒนาเป็น เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ ก่อนปรับโฉมใหม่เป็น Central NorthVille ในปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ AEON เกิดขึ้นหลัง Central Food Retail ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Central Retail เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ AEON (Thailand) ผู้ดำเนินธุรกิจ MaxValu ในไทย โดยธุรกรรมครอบคลุม MaxValu และ MaxValu Tanjai รวม 30 สาขา และ CRC มีแผนเปลี่ยนสาขาทั้งหมดเป็น Tops

MaxValu หยุดดำเนินงานภายใต้ชื่อเดิมในไทยหลังวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป สาขาต่าง ๆ จะทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์ Tops ธุรกิจของกลุ่ม AEON ในประเทศไทยทั้งหมดจึงเหลือเพียงแค่บริการทางการเงินและสินเชื่อเท่านั้น

เวียดนามเดิมพันระยะยาวของ AEON

AEON เข้าสู่ตลาดเวียดนามในปี 2557 แต่ตลอด 10 ปีแรก การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีศูนย์การค้าและศูนย์ช้อปปิงรวมเพียง 8 สาขา ก่อนเริ่มเร่งลงทุนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2567 โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดศูนย์การค้าใหม่ถึง 5 สาขา มากที่สุดนับตั้งแต่เข้าตลาดเวียดนาม พร้อมขยายไปยังพื้นที่ใหม่อย่างไฮฟอง แท็งฮว้า และกว๋างนิงห์

นอกจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่ AEON ยังเร่งขยายธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต โดยตั้งเป้าเพิ่มเครือข่าย MaxValu จากประมาณ 60 สาขาเป็น 300 สาขาในอนาคต เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2573 ให้รายได้ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 3 เท่า และกำไรเพิ่มขึ้น 4 เท่า

เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับแผนธุรกิจระยะกลางของกลุ่ม ซึ่งวางเวียดนามเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานมากกว่า 300,000 ล้านเยน หรือประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเดือนมีนาคม 2574 เพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าจากประมาณการปีงบประมาณ 2569 พร้อมจัดสรรเงินลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 60% ให้กับเวียดนาม

ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 AEON มีเครือข่ายธุรกิจในเวียดนามรวม 302 สาขา เมื่อนับรวมศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ Ministop 

แผนของ AEON ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนสาขา แต่ยังมุ่งสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่สินค้าไปจนถึงฐานลูกค้า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเอง หรือ Private Label จากประมาณ 6% เป็น 20% และเพิ่มการจัดซื้อสินค้าจากเวียดนามเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและตลาดอื่น รวมถึงญี่ปุ่น

ด้านฐานสมาชิก Waon มีสมาชิกในเวียดนามประมาณ 4 ล้านคน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20 ล้านคนภายในปีงบประมาณ 2573 ขณะที่บริษัทมีแผนขยายบริการทางการเงินในปี 2570

การให้น้ำหนักกับเวียดนามไม่ได้หมายความว่า AEON ไม่มีตลาดที่แข็งแกร่งในประเทศอื่นของอาเซียน เพราะบริษัทมีประสบการณ์ในหลายตลาด ซึ่งช่วยให้เห็นว่าโอกาสและรูปแบบความสำเร็จของธุรกิจค้าปลีกไม่ได้เหมือนกันทุกประเทศ

ในมาเลเซีย AEON มีฐานธุรกิจค้าปลีกที่แข็งแกร่ง รายงานประจำปี 2025 ระบุว่าบริษัทมีรายได้ประมาณ 3,765.6 ล้านริงกิต ขณะที่ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการอ้างถึงระบุว่า AEON เพิ่มส่วนแบ่งจาก 23% ในปี 2024 เป็น 28% ในปี 2025

ส่วนกัมพูชา AEON สร้างฐานธุรกิจผ่านศูนย์การค้า 3 แห่งในพนมเปญ และขยายร้าน MaxValu อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถพัฒนาธุรกิจค้าปลีกในตลาดอาเซียนที่มีขนาดและโครงสร้างแตกต่างกันได้

AEON ไม่ได้มองเห็นโอกาสนี้เพียงรายเดียว

ในวันที่ AEON เร่งเครื่องในเวียดนาม Central Retail หรือ CRC ของไทยก็เดินหน้าขยายธุรกิจในตลาดเดียวกันอย่างต่อเนื่อง

CRC เข้าไปลงทุนในเวียดนามตั้งแต่ปี 2555 และปัจจุบันมีเครือข่ายค้าปลีกมากกว่า 300 สาขา ครอบคลุม 26 จังหวัด พร้อมเงินลงทุนสะสมมากกว่า 49,000 ล้านบาท

บริษัทประกาศแผนลงทุนเพิ่ม 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3–5 ปี โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจเข้าสู่เมืองรองและพื้นที่ที่ยังมีโอกาสเติบโต ขณะที่ผู้บริหาร CRC ระบุว่าบริษัทสำรวจทำเลที่มีศักยภาพทั่วเวียดนามไว้แล้วประมาณ 200 แห่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนาทุกทำเล โดยจะต้องคัดเลือกให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจและความคุ้มค่าของแต่ละโครงการ

ปัจจุบัน GO! Hypermarket เป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของ CRC โดยมีมากกว่า 40 สาขาใน 26 จังหวัด และบริษัทยังเดินหน้าพัฒนารูปแบบร้านค้าอื่น เช่น mini go! ควบคู่กับสินค้า Non-Food และ Lifestyle โดยผู้บริหารของ CRC ระบุว่าโมเดิร์นเทรดในเวียดนามมีสัดส่วนเพียง 13% เท่านั้นที่เหลือเป็นค้าปลีกดั้งเดิมหรือโชห่วย หากจะเทียบกับไทยมีสัดส่วนถึง 50% 

จุดที่น่าสนใจคือ CRC มองการเติบโตเช่นเดียวกับ AEON พยายามสร้างฐานผู้บริโภคและเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน โดยมีสมาชิก The 1 Vietnam มากกว่า 7.4 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี สินค้ามากกว่า 90% มาจากแหล่งผลิตในเวียดนาม และเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นกว่า 2,000 ราย

ขณะเดียวกัน Central Group ยังมีธุรกิจอื่นที่มองโอกาสในเวียดนามด้วย Central Pattana หรือ CPN วางแผนลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10–15 ปี เพื่อขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาโครงการรูปแบบต่างๆ ขณะที่ Centara มีฐานธุรกิจโรงแรมในตลาดนี้อยู่แล้ว

ภาพดังกล่าวทำให้การลงทุนของทุนไทยในเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค้าปลีก แต่สามารถเชื่อมต่อไปสู่ศูนย์การค้า อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และธุรกิจบริการอื่นๆ ได้

สำหรับ AEON กับ Central ทั้งสองบริษัทจึงกำลังขยายธุรกิจในเวียดนาม แต่ใช้จุดแข็งและรูปแบบการลงทุนที่ต่างกัน AEON ให้น้ำหนักกับเครือข่ายค้าปลีกญี่ปุ่นและระบบธุรกิจที่เชื่อมต่อกัน ขณะที่ Central Group กำลังต่อยอดจากฐานค้าปลีกไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการ

หากเปรียบเทียบขนาดธุรกิจจากตัวเลขรายได้ AEON Group ของญี่ปุ่นมีรายได้จากการดำเนินงานราว 2.35–2.46 ล้านล้านบาท ขณะที่ Central Group ของไทยระบุยอดขายรวมมากกว่า 520,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนต่างราว 4.5–4.7 เท่า

แม้ขอบเขตการนับรายได้ของทั้งสองกลุ่มอาจแตกต่างกัน แต่ช่วยให้เห็นขนาดของทุนค้าปลีกญี่ปุ่นที่กำลังเดินเกมขยายธุรกิจในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่ Central Group เองก็เร่งลงทุนต่อเนื่องเช่นกัน

ทุนไทยไม่ได้มีแค่ Central ที่รุกเวียดนาม

นอกจาก Central Group แล้ว BJC ในเครือกลุ่มไทยซีซี ก็เดินหน้าขยายธุรกิจในเวียดนาม โดยเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam จากกลุ่มทุนเยอรมนี เพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดธุรกิจค้าส่งและกระจายสินค้า

ขณะเดียวกันยังเตรียมขยายเครือข่ายให้ครบ 54 สาขา พร้อมนำแบรนด์ Big C กลับมาทำตลาดในเวียดนามอีกครั้งในปีหน้า จังหวะดังกล่าวสะท้อนการเดินเกมของทุนไทยที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักในตลาดค้าปลีกเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม สมรภูมินี้ไม่ได้มีเพียงทุนญี่ปุ่นและทุนไทย Lotte Mart จากเกาหลีใต้ ยังเดินหน้าเพิ่มการลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่าง WinCommerce ซึ่งดำเนินธุรกิจ WinMart และ WinMart+ มีเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่ และมุ่งขยายสู่เมืองรองและชุมชนต่างๆ

การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันแค่เงินลงทุนหรือจำนวนสาขา แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการเลือกทำเล เข้าถึงผู้บริโภคท้องถิ่น จัดหาสินค้าให้เหมาะกับกำลังซื้อ และสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง

แม้ผู้เล่นต่างชาติจะมีเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์จากตลาดอื่น แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้เปรียบด้านความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้เวียดนามเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง ขณะเดียวกันก็เป็นสนามแข่งขันที่ทุกฝ่ายต้องพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัว

โอกาสใหญ่ แต่โจทย์กฎหมายและที่ดินยังไม่หายไป

เวียดนามมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง และตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ยังมีช่องว่างให้ขยายตัว ล่าสุดยังมีอัตราการเติบโตในระดับเลขสองหลัก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เวียดนามเป็นตลาดที่ทุนค้าปลีกต่างชาติจับตามอง

อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ เพราะการลงทุนยังต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งกฎระเบียบที่มีรายละเอียดซับซ้อน การเข้าถึงที่ดิน และต้นทุนที่ดินซึ่งอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลของ CRC ระบุว่า แม้รัฐบาลพยายามลดขั้นตอนและภาระด้านเอกสาร แต่กฎระเบียบบางส่วนยังมีความไม่ชัดเจนในการตีความ นักลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าได้

อีกโจทย์สำคัญคือการเข้าถึงที่ดินและราคาที่ดินที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หากราคาที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพทางธุรกิจของพื้นที่ ก็อาจกระทบต่อผลตอบแทนและความคุ้มค่าของโครงการ

ประเด็นนี้สำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกเป็นพิเศษ เพราะการเลือกทำเลเป็นตัวแปรหลักของทั้งต้นทุน การเข้าถึงลูกค้า และโอกาสสร้างยอดขาย การมีแผนขยายสาขาจำนวนมากจึงต้องมาพร้อมความสามารถในการคัดเลือกทำเลและบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ

ทั้ง AEON และ Central ต่างต้องเผชิญโจทย์นี้ แม้จะมีเงินทุนและประสบการณ์จากตลาดอื่นก็ตาม

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือบริษัทต่างๆ จะเปลี่ยนโอกาสของตลาดให้เป็นผลประกอบการที่เติบโตได้จริงมากน้อยเพียงใด

แล้วไทยอยู่ตรงไหน เมื่อทุนต่างชาติเลือกตลาดใหม่

การถอนธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของ AEON จากไทย เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญคำถามเรื่องการเติบโต ขณะที่เวียดนามกลายเป็นตลาดเป้าหมายของทุนค้าปลีกต่างชาติ ด้วยกำลังซื้อที่ขยายตัวและโอกาสเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่ยังมีอีกมาก

คำว่า Sick Man of Asia ที่สื่อต่างประเทศบางแห่งใช้เรียกเศรษฐกิจไทย ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ไทยยังมีแรงดึงดูดมากพอที่จะดึงดูดเงินลงทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ แม้การตัดสินใจของ AEON จะขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์และโอกาสทางธุรกิจของบริษัท แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุนข้ามชาติพร้อมปรับทิศทางการลงทุน เมื่อมองเห็นโอกาสเติบโตในตลาดอื่น

ในอีกด้านหนึ่ง CRC เลือกเดินเกมทั้งในไทยและเวียดนาม การรับช่วงธุรกิจ MaxValu ช่วยต่อยอดฐานค้าปลีกในประเทศ ขณะที่เวียดนามเป็นตลาดที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2555 และขยายเครือข่ายจนมีศูนย์การค้าและร้านค้ารวมกว่า 300 สาขา

CRC จึงไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนี้ แต่เป็นทุนไทยที่กำลังต่อยอดฐานธุรกิจซึ่งสร้างมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันจากทุนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และผู้ประกอบการท้องถิ่น

ภาพของ CRC ทำให้เห็นอีกด้านของคำว่า Local Hero หรือยักษ์ใหญ่ค้าปลีกที่เติบโตจากตลาดบ้านเกิดจนมีศักยภาพแข่งขันกับทุนข้ามชาติได้ในประเทศไทย แต่เมื่อก้าวออกไปต่างแดน ความได้เปรียบที่เคยมีในบ้านตัวเองไม่ได้รับประกันความสำเร็จโดยอัตโนมัติ

โจทย์ของ CRC จึงไม่ใช่เพียงการรักษาฐานธุรกิจในไทยหรือเพิ่มจำนวนสาขาในเวียดนาม แต่คือการต่อยอดความเข้าใจตลาด ความแข็งแกร่งของเครือข่าย และความสามารถในการปรับตัว ให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

จาก Local Hero ในตลาดบ้านเกิด สู่ผู้เล่นระดับภูมิภาค นี่คือก้าวต่อไปที่ Central Group กำลังเดินหน้า ขณะที่กรณี AEON ก็ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับประเทศไทยว่า ในวันที่ทุนมีทางเลือกมากขึ้น ไทยจะสร้างโอกาสใหม่และแรงจูงใจอะไรให้ธุรกิจลงทุนต่อ

ไม่ใช่เพียงรักษาฐานธุรกิจที่มีอยู่ แต่ต้องทำให้ตลาดไทยยังเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนมองเห็นอนาคตของการเติบโตด้วย

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ