
ประโยคดังกล่าวนี้ หากไปพูดกับใครๆ ก็คงไม่มีใครเชื่อ
ยิ่งพูดถึง “รถเมล์ในฝัน” ของคนไทย หลายคนคงนึกถึงรถแอร์เย็นฉ่ำ มาตรงเวลา ขับขี่ปลอดภัย และไม่ต้องยืนดมควันดำอยู่ริมฟุตบาท แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ ภาพที่จดจำมาตลอดหลายสิบปี กลับตรงกันข้ามกับคำว่า “รถเมล์ในฝัน” อย่างสิ้นเชิง เพราะเท่าที่จะนึกออก ก็จะเป็นรถเมล์ร้อนสีครีมแดง หน้าตาเดิมๆ ที่สมบุกสมบันและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนแทบไม่มีใครเชื่อว่าเราจะหลุดพ้นจากลูปนี้ได้
แต่เชื่อหรือไม่ว่า? ภายในปีหน้านี้ (ปี 2570) สิ่งที่เป็นได้แค่ฝัน กำลังจะกลายเป็นเรื่องจริง!
เมื่อ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เคาะไทม์ไลน์ที่จะพลิกโฉมประวัติศาสตร์ วงการรถเมล์ ขสมก. อย่างแท้จริง เพราะ ขสมก. มีแผนเตรียมรับมอบ รถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) ชุดใหม่จำนวน 1,520 คัน ให้เข้ามาวิ่งให้บริการเพื่อทดแทนรถเมล์ร้อนแบบหนึ่งต่อหนึ่งกันเลยทีเดียว
ซึ่งนี่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของ ขสมก. กันเลยทีเดียว เนื่องจากรถเมล์แอร์ส้ม (ยูโรทู) ที่ ขสมก. ใช้อยู่ ได้จัดซื้อมาใช้งานมาตั้งแต่ปี 2544-2545 ส่วนรถร้อนครีมแดงที่วิ่งให้บริการอยู่ทุกวันนี้ ก็มีอายุเก่าแก่รุ่นลุง รุ่นป้า อายุอานามก็เฉียดไปกว่า 35 ปีเข้าไปแล้ว
และการมาของรถเมล์ไฟฟ้า (EV) 1,520 คัน จึงเป็นการล้างไพ่ระบายรถเก่ากึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของ ขสมก. กันเลยทีเดียว แถมครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนวิธี จากการจัดซื้อขาด มาเป็นเช่าตัวรถพร้อมระบบซ่อมบำรุงระยะยาวถึง 7 ปี
ทีนี้ลองมาดูแผนส่งมอบ 1,520 คัน กันว่าจะมาตอนไหน และถูกจัดสรรไปวิ่งให้บริการสายไหนบ้าง?
ล่าสุดทาง ขสมก. และ ผู้รับสัญญาสัมปทาน ได้เปิดรถต้นแบบที่ได้รับการประกอบเสร็จสิ้นแล้ว และตัวรถทั้งหมดจะทยอยส่งมอบแบ่งออกเป็น 3 ล็อตใหญ่ๆ ภายในปีหน้า (ปี 2570) ประกอบด้วย
นั่นหมายความว่า คนกรุงฯ และปริมณฑลจะได้นั่งรถเมล์ ขสมก. จากรถร้อนเปลี่ยนมาเป็นรถเมล์ปรับอากาศทันที
โดย “กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล” ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เผยถึงแผนการรับมอบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถเมล์เก่าที่ปลดระวาง มาให้บริการว่า การรับมอบรถที่จะมาให้บริการของ ขสมก. ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรถเมล์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้าครั้งแรกของ ขสมก.
สำหรับเฟสที่ 1 ขสมก. มีกำหนดรับรถล็อตแรก 500 คัน ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570 ตามด้วยล็อตที่ 2 อีก 500 คัน ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2570 และล็อตสุดท้ายอีก 520 คันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2570 แต่ถ้าหากบริษัทผลิตและส่งมอบก่อนกำหนด ขสมก. ก็จะรับทันที
ขณะนี้ชิ้นส่วนประกอบหลักของรถ 40 คันแรกได้มาถึงโรงงานผลิตของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีศักยภาพสูงสุดถึงวันละ 15 คัน แต่ ขสมก. ได้กำหนดแผนการผลิตขั้นต่ำไว้ที่ 12 คันต่อวัน
ทั้งนี้ ได้มีการประกอบรถตัวอย่าง (Demo) เสร็จสิ้นแล้ว 2 คัน เพื่อนำมาทดสอบระบบความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพถนน และให้พนักงานขับรถได้ทดลองสร้างความคุ้นเคยก่อนให้บริการจริง โดยในวันที่ 24 ก.ย. 2569 ซึ่งตรงกับกำหนดจัดงานวันสถาปนาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ครบรอบ 50 ปี โดยจะนำรถต้นแบบที่ผลิตและตรวจสอบแล้วเสร็จ จำนวน 1 คัน ไปจัดแสดงและให้พนักงานขับรถทดลองขับด้วย
สำหรับการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ รถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมดจะถูกนำมาเดินรถทดแทนรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) เดิมจำนวน 1,520 คันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อยกระดับการให้บริการเป็นรถปรับอากาศพลังงานสะอาดทั้งหมดตามนโยบายรัฐบาล
โดยในเฟสแรกจะบรรจุรถในสายการเดินรถเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมด 107 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป
ส่วนรถใหม่จะเน้นบริการในพื้นที่เขตเมือง (City Loop) เช่น สาย 191 เส้นทางรัชดาภิเษก-รามคำแหง และย่านธุรกิจ (CBD) อย่างสีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4 รวมถึงกลุ่มเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5-6.5 แสนคนในวันธรรมดา และ 3-4 แสนคนในวันหยุด โดยค่าโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาท ตามเงื่อนไขรถปรับอากาศของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางลดภาระประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือระบบค่าโดยสารร่วม
กิตติกานต์ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ขสมก. ยังได้จัดทำแผนการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ในเฟสที่ 2 จำนวน 800 คัน วงเงินงบประมาณรวมกว่า 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากได้รับการอนุมัติและบรรจุลงในเล่มงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขสมก. จะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที ซึ่งงบประมาณชุดนี้จะเป็นงบผูกพันระยะยาว 7 ปี ตั้งแต่ปี 2570- 2576
“การจัดหารถเมล์ไฟฟ้าในเฟสที่ 2 อีก 800 คัน จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพ ลดต้นทุนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับรถในเฟสแรกจะทำให้ ขสมก. มีรถใหม่ทดแทนรถรุ่นเก่าได้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้งบประมาณค่าเหมาซ่อมบำรุงที่เคยสูงถึงปีละกว่า 2,000 ล้านบาทและต้นทุนค่าเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 ล้านบาท เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 35-40% หรือประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี
เมื่อรวมกับการปรับลดบุคลากรในอนาคตจากการใช้ระบบจัดการการเดินรถที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีก 900 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ขสมก. จะประหยัดต้นทุนได้รวมกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ ขสมก. สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างยั่งยืนและยกระดับการให้บริการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร”กิตติกานต์ กล่าว
ซึ่งนอกจากจะมีรถใหม่เข้ามาบริการแล้วในส่วนของการเตรียมความพร้อมอู่รถเมล์ทั้ง 12 แห่ง เพื่อรองรับรถนั้น ขสมก. ก็เตรียมนำร่องที่จะพัฒนาทางกายภาพใน 3 อู่แรก ประกอบด้วย อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และสถานีคลองบางไผ่ ภายในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่ 9 อู่ที่เหลือ ได้หาผู้รับจ้างแล้วเสร็จ แต่อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ชุดใหม่อนุมัติโครงการเนื่องจากเกินอำนาจการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร
“โดยทุกอู่จะติดตั้งสถานีชาร์จที่ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงต่อคัน เน้นชาร์จในช่วงเวลา 22.00 - 04.00 น. เพื่อความปลอดภัยและถนอมแบตเตอรี่ โดยการชาร์จ 1 ครั้งจะวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมการใช้งานในสภาพการจราจรติดขัด พร้อมรองรับระบบตั๋วร่วมทั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (EPC) ระบบ EMV แตะจ่ายผ่านบัตรเครดิต/เดบิต และการสแกน QR Code เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ” กิตติกานต์ กล่าว
และจากที่ร่ายเรียงมาข้างต้น สิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวรถใหม่ที่สะอาดและติดแอร์เท่านั้น แต่ยังติดอาวุธเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนเมืองเข้าไปอีกด้วย ทั้งการติดตั้งระบบ GPS Tracking และกล้อง CCTV ในรถทุกคัน เชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันบนมือถือ ทำให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบตารางเดินรถ เช็กตำแหน่งรถเมล์ได้แบบเรียลไทม์ และกะเวลาเดินทางได้แม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง BMTA BUS ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนเมืองโดยเฉพาะ
ซึ่งจะหมดปัญหาการยืนรออย่างไร้จุดหมาย ผู้โดยสารไม่ต้องคอยเดาเวลารถออกจากอู่รถอีกต่อไป แถมยังช่วยลดปัญหารถขาดระยะ เพราะมีระบบ Fleet Management จะช่วยจัดสรรไม่ให้รถวิ่งกระจุกตัว หรือรถขาดระยะ ขณะเดียวกันยังรองรับสังคมไร้เงินสด โดยมีระบบ Tap-to-Pay จ่ายเงินง่ายและปลอดภัยกว่าเดิม
นี่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์จากระบบขนส่งอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
และการมีรถเมล์ไฟฟ้า บวกกับแอปพลิเคชัน ที่สามารถเช็กตารางเวลาได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ช่วยให้คำว่า “รถเมล์ในฝัน” ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน แต่อยู่ในมือถือของทุกคนภายในปีหน้าอย่างแน่นอน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney