
เดือนสิงหาคมที่กำลังจะผ่านไป เป็นเดือนที่ตลาดการเงินโลกกลับมากล้าเสี่ยงอีกครั้ง เงินทุนไหลเข้าทุกกลุ่มสินทรัพย์หลักพร้อมกัน เงินไหลเข้าหุ้นทั่วโลกรวมกว่า 2.1 แสนล้านดอลลาร์ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือหุ้นกลุ่มเติบโตอย่างเทคโนโลยี ที่นักลงทุนกลับเข้าซื้อแรงถึง 3.88 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากเดือนก่อน หลังราคาหุ้นชิปปรับฐานลงมาแรงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ปลายทางของเงินเริ่มกระจายออกจากสหรัฐฯ แม้สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดหลักที่ 1.53 แสนล้านดอลลาร์ แต่ลดลงจากเดือนก่อน ส่วนที่หายไปไหลเข้าเอเชียเหนือแทน โดยจีนพลิกกลับมารับเงินถึง 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วยไต้หวันและเกาหลีใต้ ขณะที่ไทยยังทรงตัวใกล้ศูนย์ อีกจุดที่สะท้อนอารมณ์ตลาดได้ดีคือ เงินไหลเข้าทองคำกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานยังถูกขายต่อเนื่อง แปลว่านักลงทุนเลือกป้องกันความเสี่ยงสงครามด้วย “ทองคำ” ไม่ใช่ “หุ้นน้ำมัน” อีกต่อไป
แต่ภาพที่ดูสวยงามนี้กำลังจะเจอบททดสอบในเดือนกันยายน และตัวแปรที่กังวลที่สุดไม่ใช่กำไรบริษัทจดทะเบียน แต่เป็นดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวที่ยังไม่ยอมลง
เรื่องแรกและสำคัญที่สุดคือ ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ที่พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 แต่พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีก็สูงสุดในรอบ 30 ปี พันธบัตรอังกฤษยืนเหนือ 5% และเยอรมนีสูงสุดตั้งแต่ปี 2011 ต้นตอร่วมกันคือความกังวลว่ารัฐบาลทั่วโลกก่อหนี้มากเกินไป และเงินเฟ้อระยะยาวจะไม่ลงง่ายอย่างที่เคยคิด เรื่องนี้สำคัญเพราะเมื่อดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น มูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นเติบโตจะถูกกดลงโดยตรง และเงินที่เพิ่งไหลเข้าเอเชียก็พร้อมจะไหลกลับออกได้เร็ว
เมื่อสถานการณ์ตึงตัวถึงจุดหนึ่ง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงต้องลงมาแทรกแซงเอง โดยประกาศเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นอย่างน้อยสองเท่า มีผลตั้งแต่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน ซึ่งช่วยให้ดอกเบี้ยพันธบัตรย่อลงและเงินดอลลาร์อ่อนค่าได้ทันที แต่ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การพิมพ์เงินซื้อพันธบัตรแบบที่ธนาคารกลางเคยทำ เพราะกระทรวงการคลังต้องออกตราสารใหม่มาหาเงินซื้อของเก่า หนี้รวมไม่ได้ลดลงแม้แต่บาทเดียว เป็นเพียงการสลับให้หนี้สั้นลงเท่านั้น เม็ดเงินก็ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกู้เพิ่มอีกกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี มาตรการนี้จึงมีความหมายในเชิงส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยขึ้นไปไกลเกินไป มากกว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง และที่สำคัญคือมีวันหมดอายุชัดเจน
เรื่องที่สองคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลงชัดเจนขึ้น ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมลดลง 0.6% แรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือ 51 จุด และการจ้างงานนอกภาคเกษตรหดตัว 23,000 ตำแหน่ง แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ข้อมูลที่อ่อนแอเหล่านี้กลับไม่ทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรลดลงตามที่ควรจะเป็น สะท้อนว่าตลาดกังวลเรื่องฐานะการคลังมากกว่าภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตราย เพราะกำไรบริษัทถูกกดดันพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้นในเวลาเดียวกัน
เรื่องที่สามคือ ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประธานคนใหม่จะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกในการประชุมประจำปีที่แจ็กสัน โฮล ปลายเดือนสิงหาคม ก่อนการประชุมกำหนดดอกเบี้ยกลางเดือนกันยายน ซึ่งแนวทางของเขาคือลดการส่งสัญญาณล่วงหน้า และเน้นคำถามเชิงโครงสร้างมากกว่าทิศทางระยะสั้น จึงประเมินว่าจะไม่มีสัญญาณผ่อนคลายออกมา และตัวเลขเงินเฟ้อกับการจ้างงานที่จะประกาศกลางเดือนกันยายนจะเป็นตัวชี้ขาดที่แท้จริง
เรื่องที่สี่คือ สงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลง เงินจะไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็ว แต่หากยืดเยื้อและน้ำมันยังแพง จะซ้ำเติมทั้งเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพันธบัตรพร้อมกัน และเรื่องสุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและของภาครัฐไทย ซึ่งกรณีจีนต้องระวังว่าเงินที่ไหลเข้าเดือนนี้ยังเป็นเพียงการซื้อคืนหลังราคาลงมาลึก เพราะยอดสะสมทั้งปียังติดลบอยู่มาก ยังไม่ใช่การกลับทิศอย่างแท้จริง
จากภาพทั้งหมดนี้ เราจึงปรับเพิ่มคาดการณ์ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ณ สิ้นปีจาก 4.4% เป็น 4.8% แม้จะยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ก็ตาม ส่วนเงินบาทคาดว่าจะอยู่ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี และดอกเบี้ยพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ประมาณ 2.2%
สำหรับคำแนะนำการลงทุน หลักคิดของคือ "รับจังหวะที่เปิดให้ แต่อย่าไล่ราคา" ในส่วนของตราสารหนี้ ยังแนะนำให้เน้นอายุตราสารระยะสั้นถึงกลางราว 3-7 ปี ซึ่งได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยย่อลง โดยยังไม่แนะนำให้เร่งไปถือพันธบัตรอายุยาวมาก เพราะมาตรการพยุงจากทางการสหรัฐฯ มีกำหนดสิ้นสุดในต้นเดือนพฤศจิกายน และหลังจากนั้นความผันผวนอาจกลับมาอีกครั้ง
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ช่วงที่ดอกเบี้ยย่อลงถือเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเติบโต ธีมที่มองว่าน่าสนใจคือกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญของการขยายศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ และได้ประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนการเงินที่ถูกลง รวมถึงกลุ่มซอฟต์แวร์ที่มูลค่าหุ้นฟื้นตัวได้เมื่อดอกเบี้ยลดลง ขณะที่ทองคำยังควรมีติดพอร์ตไว้ในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ภาครัฐและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนตลาดหุ้นไทย การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าและแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนผ่อนคลายลงถือเป็นบวกทางอ้อม แต่ต้องยอมรับว่าปัจจัยชี้ขาดยังเป็นเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ขณะที่การขาดดุลการค้าจากการนำเข้าพลังงานที่แพงขึ้นจะเป็นตัวจำกัดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะถัดไป
โดยสรุป เดือนกันยายนน่าจะยังเป็นเดือนที่เงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงได้อยู่ แต่จะชะลอลงและผันผวนสูงขึ้นมาก สิ่งที่นักลงทุนควรจำไว้คือ แรงหนุนรอบนี้มาจากมาตรการทางเทคนิคในตลาดพันธบัตร ไม่ใช่จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เมื่อแรงหนุนหมดอายุลง ปัญหาเดิมอย่างการขาดดุลการคลัง หนี้ที่ต้องออกใหม่ และเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ก็ยังรออยู่ที่เดิม การรับจังหวะจึงควรทำอย่างมีวินัย และเตรียมพร้อมรับความผันผวนที่จะตามมา
ขอให้นักลงทุนโชคดี
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney