
ในวันที่คำชื่นชมถึงความเก่งกล้าสามารถด้านการทำงานของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แปรเปลี่ยนเป็นคำติเตียน คำด่าทอ และคำปรามาส
ไม่มีใครรู้ว่า “ศุภจี” รู้สึกนึกคิดเช่นไร แต่สัปดาห์ก่อน “ศุภจี” ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนห้องผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับเปิดใจบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา
โดยยอมรับว่า “น้อยใจ” กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้าเกษตร และผลไม้สำคัญ ที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาจะเกิด
ไม่ว่าจะเป็นการหาตลาดล่วงหน้า ทั้งในและต่างประเทศ การเชื่อมโยงผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ การรณรงค์บริโภคในประเทศ ขอความร่วมมือภาคเอกชนช่วยรับซื้อผลผลิต การส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ
ผลจากการดำเนินการต่างๆ ช่วยผลักดันให้ราคาผลผลิตปรับขึ้นได้หลายชนิด ทั้งๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ไร้งบบริหารจัดการสินค้าเกษตรนับแสนล้านบาทเหมือนรัฐบาลก่อนๆ
แต่กลับไร้เสียงชื่นชม ยินดี มีแต่คำติ คำด่า และเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง!!
เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ กรณี “ทุเรียน” และ “พิมรี่พาย” ที่อาสาช่วยไลฟ์สดขายทุเรียน แต่ถูกติว่า ของไม่ตรงปกบ้าง ลูกเล็กบ้าง ตั้งราคาขายต่ำเกินไปและอาจทำลายราคาตลาดทุเรียนในภาพรวม
แต่ ศุภจี อธิบายว่า “เป็นการทำตลาดล่วงหน้าให้ทุเรียนลูกเล็ก หรือตกเกรดส่งออก ถ้าไม่เร่งขาย หรือสร้างการรับรู้ว่า มีทุเรียนลูกเล็ก ราคาถูกจำนวนมาก ผลผลิตเหล่านั้นจะขายไม่ออก และกดดันให้ราคาทุเรียนในภาพรวมตกต่ำตามไปด้วย”
ขณะเดียวกัน ก็บุกไปถึงเวียดนาม และจีน หารือกับหน่วยงานที่ดูแลด่านชายแดน ให้ช่วยอำนวยความสะดวกการขนส่งทุเรียน และผลไม้อื่นๆ จากไทยผ่านเวียดนามไปจนถึงจีน และส่งถึงมือผู้บริโภคจีน
รวมทั้งสั่งการให้ทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะตลาดจีน หารือกับผู้นำเข้าให้เพิ่มนำเข้าทุเรียน และผลไม้จากไทย ตั้งเป้าหมายส่งออกทุเรียนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ก็สั่งการให้พาณิชย์จังหวัด หาตลาดในประเทศ ควบคู่การรณรงค์การบริโภคในประเทศ
ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.-ก.ค.69 ไทยส่งออกทุเรียนแล้ว 1.11 ล้านตัน มูลค่ากว่า 127,220 ล้านบาท ส่วนราคาทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก อยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจ ขณะที่ตลอดทั้งปี 2568 ส่งออกได้ราวๆ 9 แสนตัน มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท
ส่วนทุเรียน และผลไม้ภาคใต้ ที่ออกช้ากว่า และราคาตกต่ำจากผลกระทบของทุเรียนมาเลเซีย ที่ราคาตก กระทรวงพาณิชย์ก็ช่วยดูดซับออกนอกพื้นที่ 200,000 ตัน แต่ นางศุภจี บอกว่า “ไม่มีใครรู้!!”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ได้นำทูตานุทูตจาก 15 ประเทศ ลุยถึงแหล่งผลิตทุเรียนภาคใต้ ที่จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้ได้สัมผัสคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของผลไม้ไทย พร้อมเชื่อมโยง “ผลไม้-การค้า-การท่องเที่ยว”
“แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มาทำไม ไม่มีประโยชน์ ทุเรียนหมดแล้ว ซึ่งคนที่พูดไม่เข้าใจว่า เรากำลังทำอะไร เราวางแผนทำตลาดล่วงหน้าก่อนทุเรียนใต้จะออกในปีหน้า ถ้าเราขายได้ ก็จะไม่มีปัญหาราคา” นางศุภจีกล่าว
สำหรับสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่าง ปาล์มน้ำมัน “ศุภจี” บอกว่า ขณะนี้ ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) 8-9 บาท จากก่อนหน้านั้น 5 บาทกว่า เป็นผลจากมาตรการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในช่วงเริ่มต้นของการสู้รบในตะวันออกกลาง และนโยบายของรัฐบาลที่เพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในไบโอดีเซล
“แต่ช่วงแรก ที่ออกมาตรการนี้ กระทรวงพาณิชย์ถูกด่ามาก หาว่าปิดกั้นส่งออก เราไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ใครจะส่งออก ก็ต้องขออนุญาตก่อน ป้องกันเอาไปส่งออกกันหมด แล้วเกิดความขาดแคลนในประเทศ”
ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าอย่างเข้มงวด และกำหนดเพดานราคารับซื้อผลผลิตในประเทศ, ออกมาตรการห้ามนำเข้าข้าวโพดจากการเผา ส่งผลให้ผลผลิตจากเพื่อนบ้านเข้ามาน้อย และผลักดันให้ราคาในประเทศสูงขึ้น
ด้านข้าวเปลือก ก็มีมาตรการบริหารจัดการ รวมถึงมาตรการสร้างเสถียรภาพราคาข้าวออกมาตั้งแต่ต้นฤดู และยังเร่งรัดการหาตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง
แม้การทำงานเชิงรุกในเรื่องของผลไม้ และสินค้าเกษตรหลายชนิด “นางศุภจี” พอเอาตัวรอดได้ แต่ในเรื่องการดูแลปากท้อง และค่าครองชีพคนไทย โดยเฉพาะในยามวิกฤติจากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ถูกโจมตีอย่างหนักว่าไม่ทันการณ์ และเชื่องช้านั้น
“ศุภจี” ชี้แจงว่า วิกฤติครั้งนี้ เกิดจากปัจจัยภายนอก ที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ และทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด มีประเทศใดบ้าง ที่ค่าครองชีพไม่สูงขึ้นจากวิกฤติครั้งนี้ แต่กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ระดมสรรพกำลังทุกหน่วยงานในกระทรวง ช่วยกันแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน
ส่วนแนวคิดจะทำ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” เมนูละไม่เกิน 40 บาท เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน หลังจากพบว่า อาหารปรุงสำเร็จ อาหารจานเดียว ข้าวราดแกง ราคาขึ้นแล้วไม่ลงตามต้นทุนที่ลดลง ก็โดนรุมยำเละ ทำให้เพียงชั่วข้ามคืน “นางศุภจี” ต้องประกาศถอยกรูด
ในเรื่องนี้ “ศุภจี” บอกว่า ความตั้งใจคือ อยากช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แต่เมื่อไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร เพราะหลังจากที่พูดไปว่า กระทรวงพาณิชย์จะทำข้าวแกงไทยช่วยไทย ก็มีคนชี้เป้ามามากมายว่า มีพื้นที่ใดบ้าง ที่ยังขายราคาถูก 30 บาท 35 บาท หรือไม่เกิน 40 บาท
อย่างไรก็ตาม การเปิดใจครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลาจำกัด ยังมีอีกมากมายหลายประเด็นที่ยังคาใจโซเชียล และ “ศุภจี” ยังไม่ได้ชี้แจง แต่ก็ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า
“งานของกระทรวงพาณิชย์มีหลายหน้า ต้องสร้างสมดุลของผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ซึ่งอาจทำให้มีทั้งคนชอบ และคนไม่ชอบ มีทั้งเสียงชม และเสียงด่า แต่ก็ไม่เป็นไร เดินหน้าทำงานของเราไป เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประเทศ”
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney