ภาษีสังคม เสียเงินเพื่อรักษาหน้า

Experts pool

Columnist

Tag

ภาษีสังคม เสียเงินเพื่อรักษาหน้า

Date Time: 16 ส.ค. 2569 09:02 น.

Video

ยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แล้วเราจะเอาแรงที่ไหนไปอินเรื่อง "รักษ์โลก"? | Money Issue EP.69

Summary

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ภาษีสังคม” ไม่ว่าจะเป็นซองงานแต่ง งานบวช เลี้ยงส่ง ของขวัญวันเกิดเพื่อนร่วมงาน หรือมื้ออาหารที่ต้องเลี้ยง ทั้งที่บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากไปหรืออยากจ่าย แต่จริง ๆ แล้วปัญหาที่อยู่เบื้องหลังมันเก่าแก่พอ ๆ กับการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์เลยทีเดียว

Latest


หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ภาษีสังคม” ไม่ว่าจะเป็นซองงานแต่ง งานบวช เลี้ยงส่ง ของขวัญวันเกิดเพื่อนร่วมงาน หรือมื้ออาหารที่ต้องเลี้ยง ทั้งที่บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากไปหรืออยากจ่าย

มีคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในโลกออนไลน์คือ “Loud Budgeting” หรือการกล้าพูดตรง ๆ ว่าเราจะใช้เงินกับเรื่องนี้ได้เท่าไร แทนที่จะแอบเก็บงบไว้ในใจแล้วรู้สึกผิดทุกครั้งที่ปฏิเสธคนอื่น ฟังดูเป็นเทรนด์ใหม่ แต่จริง ๆ แล้วปัญหาที่อยู่เบื้องหลังมันเก่าแก่พอ ๆ กับการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์เลยทีเดียว

เข้าใจก่อนว่าทำไมเราถึงเลิกจ่ายภาษีสังคมไม่ได้สักที

  1. กลัวถูกมองว่าไม่มีน้ำใจ ความกลัวนี้ฝังลึกอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพากลุ่มเพื่อความอยู่รอด การถูกมองว่าขี้เหนียวหรือไม่มีน้ำใจ จึงรู้สึกเหมือนความเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธจากสังคม ทั้งที่ในความเป็นจริงคนรอบตัวอาจไม่ได้ตัดสินเราขนาดนั้น
  2. ค่านิยมเรื่องหน้าตาและความเกรงใจ สังคมไทยให้คุณค่ากับความสัมพันธ์และการรักษาน้ำใจกันมาก จนบางครั้งเราเผลอใช้เงินเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความมีน้ำใจแทนการแสดงออกด้วยวิธีอื่น ทั้งที่ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในซอง
  3. ไม่เคยตั้งขอบเขตทางการเงินของตัวเองไว้ล่วงหน้า เมื่อไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเรายินดีจ่ายได้แค่ไหน ทุกคำขอหรือทุกงานที่เข้ามาจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจสด ๆ หน้างาน และบ่อยครั้งที่การตัดสินใจทำไปตามใจและความรู้สึกกลัวมากกว่าเหตุผล

ทางออกไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธทุกอย่างจนไม่เหลือความสัมพันธ์ ไม่ใช่การกลายเป็นคนที่ปฏิเสธทุกงานเพื่อประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด เพราะความสัมพันธ์ก็เป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งในชีวิตเช่นกัน สิ่งที่ควรทำคือการเปลี่ยนจากการจ่ายแบบเผลอ ๆ ตามความกลัว มาเป็นการจ่ายแบบตั้งใจและมีขอบเขต

  1. ลองพูดแบบ “Loud Budgeting” ดูบ้าง เมื่อมีคนชวนไปงานที่เราไม่ได้มีงบเตรียมไว้หรือมีไม่พอ การพูดตรง ๆ อย่างสุภาพว่าช่วงนี้ตั้งงบไว้เท่านี้ จะช่วยสร้างความเข้าใจและชัดเจนมากกว่าการเงียบแล้วหาย เพราะทุกคนล้วนมีข้อจำกัดทางการเงินของตัวเองเหมือนกัน
  2. ตั้งงบ “ภาษีสังคม” ไว้ล่วงหน้าเป็นหนึ่งในหมวดของแผนการเงิน แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นรายจ่ายที่โผล่มาแบบไม่มีที่ทาง ลองกำหนดวงเงินต่อเดือนหรือต่อปีไว้เลยว่าจะใช้กับเรื่องนี้ได้เท่าไร ปัจจุบันมีแอปบันทึกรายจ่ายหลายตัวที่ช่วยแยกหมวดนี้ออกมาให้เห็นชัดโดยเฉพาะ
  3. แยกให้ออกระหว่าง “การรักษาความสัมพันธ์ที่ดี” กับ “การพิสูจน์ตัวเองด้วยเงิน” สองเรื่องนี้ฟังดูคล้ายกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย ความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ได้ด้วยเวลาและความจริงใจ ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยเงินทุกครั้งเสมอไป

“เงินที่จ่ายไปด้วยความกลัว กับเงินที่จ่ายไปด้วยความตั้งใจ มูลค่าในบัญชีอาจเท่ากัน แต่ความรู้สึกหลังจ่ายไม่มีวันเหมือนกัน”

การมีอิสระทางการเงินที่แท้จริง อยู่ที่ว่าเรากล้าเลือกใช้เงินตามคุณค่าของตัวเองได้มากแค่ไหน โดยไม่ต้องให้ความกลัวมาตัดสินใจแทนความตั้งใจของเรา เมื่อรู้จักตัวเองและขอบเขตของตัวเองมากพอ ภาษีสังคมก็จะกลายเป็นแค่รายจ่ายหนึ่งที่เราเลือกจ่ายด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ภาระที่แบกไว้เพราะกลัวเสียหน้า

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney




Author

พนิดา ชูกุล (มาดามฟินนี่)

พนิดา ชูกุล (มาดามฟินนี่)
CPA และ content creator เจ้าของเพจ “มาดามฟินนี่” ผู้เขียนเรื่องการเงินแบบเข้าใจง่ายจากประสบการณ์ชีวิตจริง เพราะเชื่อว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญ และการจัดการเงินที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจชีวิต