ลงทุนอย่างไร ในสงครามภาคสอง

Experts pool

Columnist

Tag

ลงทุนอย่างไร ในสงครามภาคสอง

Date Time: 29 ก.ค. 2569 09:05 น.

Video

เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72

Summary

InnovestX มองว่า สงครามยืดเยื้ออีกสักพักหนึ่ง โดยราคาน้ำมันอาจวิ่งไปสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างอยู่พักหนึ่งก่อนลดลง ซึ่งจะเป็นมุมมองหลักของเรา เนื่องจากเรามองว่าการปิดช่องแคบ 2 ชั้น จะทำให้อิหร่านไม่สามารถเข้าถึงสินค้านำเข้าที่จำเป็นได้ 

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงดอกเบี้ยที่ 3.63% ตลอดปีนี้ แต่อาจส่งสัญญาณเข้มงวดหากน้ำมันราคาสูงขึ้น ผลที่เห็นแล้วคือผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขยับสู่ 4.65% ใกล้จุดสูงสุดช่วงสงครามเมื่อพฤษภาคม สำหรับไทย ผลกระทบมาทางต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อเป็นหลัก โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือจุดรับแรงกระแทกจริง ปัจจุบันต้องจ่ายชดเชยกว่า 651 ล้านบาทต่อวัน และขาดดุลแล้วราว 6.2 หมื่นล้านบาท จนต้องขึ้นราคาขายปลีก 0.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเงินเฟ้อจากน้ำมันเป็นปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทาน เราจึงคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี 



Latest


สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เปิดฉากเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ กำลังเข้าสู่เดือนที่ห้า และสัปดาห์นี้ยกระดับจากการตอบโต้ทางทหาร สู่สิ่งที่อันตรายกว่าสำหรับนักลงทุน คือการใช้เส้นเลือดพลังงานโลกเป็นอาวุธ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะลุ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหกสัปดาห์ และเพิ่มขึ้นราว 30% ภายในเดือนกรกฎาคมเดือนเดียว

คำถามคือ “สงครามจะจบเมื่อไร” แต่คำถามที่ใช้ได้จริงกับพอร์ตลงทุนคือ ต้นทุนของการสู้ต่อสูงพอให้ฝ่ายใดยอมถอยหรือยัง คำตอบวันนี้คือ ยังไม่พอ

หัวใจของความขัดแย้งรอบนี้ไม่ใช่โครงการนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่คือสิทธิเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของโลก สำหรับอิหร่านนี่คือทั้งรายได้มหาศาลและอำนาจต่อรองระยะยาว ส่วนสหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้ ปัญหาคือการทิ้งระเบิดอย่างเดียวเปิดช่องแคบไม่ได้จริง อดีตนายพลระดับสูงของสหรัฐฯ ประเมินว่าปฏิบัติการภาคพื้นดินต้องใช้กำลังพลถึงหกแสนนายและกินเวลาราวหนึ่งปี ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางการเมือง

เมื่อการเจรจาไม่ได้ผลและการใช้กำลังมีเพดาน เครื่องมือหลักคือปิดล้อมการส่งออกน้ำมันเพื่อบีบเศรษฐกิจอิหร่าน ยิ่งเมื่อคลังอาวุธสหรัฐฯ ร่อยหรอจนใช้โทมาฮอว์กไปแล้วราว 30% และแพทริออตราว 50% แรงจูงใจย้ายสนามรบมาสู่สนามเศรษฐกิจจึงยิ่งชัด สงครามแบบนี้ไม่จบเร็ว และมีแนวโน้มขยายวงสู่พันธมิตรสหรัฐฯ ในอ่าว ดังที่ฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือซาอุดีอาระเบีย

ดังนั้น ราคาน้ำมันเวลานี้คือ “กติกา” ของเกม ตราบใดที่เบรนท์ยังต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ต้นทุนของทั้งสองฝ่ายยังต่ำ แรงจูงใจลองเชิงกันต่อจึงยังมี สิ่งที่ควรเฝ้าดูจึงเป็นระดับราคา

InnovestX มองว่า สงครามยืดเยื้ออีกสักพักหนึ่ง โดยราคาน้ำมันอาจวิ่งไปสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างอยู่พักหนึ่งก่อนลดลง ซึ่งจะเป็นมุมมองหลักของเรา เนื่องจากเรามองว่าการปิดช่องแคบ 2 ชั้น จะทำให้อิหร่านไม่สามารถเข้าถึงสินค้านำเข้าที่จำเป็นได้ และจะกลับมาที่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ทำให้เรายังคงสมมติฐานราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ 85 ดอลลาร์ และปีหน้าที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าคาด ทำให้เบรนท์ขยับสู่ 105–120 ดอลลาร์ ใกล้เคียงที่ Goldman Sachs ประเมินว่าอาจแตะ 120 ดอลลาร์หากฮอร์มุซติดขัดถึงไตรมาสสี่ และหากยืนเหนือ 105 ดอลลาร์เกินสามสัปดาห์ เงินเฟ้อคาดการณ์จะเริ่มหลุดกรอบ และอาจทำให้ Fed ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้

ในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนออกมาดีกว่าคาด ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ชะลอเหลือ 3.5% ต่ำกว่าคาดที่ 3.8% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 2.6% ต่ำกว่าคาดที่ 2.8% จากหมวดพลังงานที่ลดลง 5.7% เมื่อเทียบรายเดือน สรุปคือเงินเฟ้อที่ลงมาเพราะน้ำมัน อาจกลับขึ้นเร็วเพราะน้ำมันเช่นกัน

ในปัจจุบัน ราคาเบนซินสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 4.0 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เทียบกับ 3.235 ดอลลาร์เมื่อปีก่อน ซึ่งหากอยู่ระดับนี้หรือสูงกว่านี้ ผู้คนจะคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะวนเป็นลูกโซ่ทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มตั้งราคาใหม่ การควบคุมเงินเฟ้อจะยากขึ้น

InnovestX จึงมองว่าแม้ในสถานการณ์กลาง ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงดอกเบี้ยที่ 3.63% ตลอดปีนี้ แต่อาจส่งสัญญาณเข้มงวดหากน้ำมันราคาสูงขึ้น ผลที่เห็นแล้วคือผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขยับสู่ 4.65% ใกล้จุดสูงสุดช่วงสงครามเมื่อพฤษภาคม

สำหรับไทย ผลกระทบมาทางต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อเป็นหลัก โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือจุดรับแรงกระแทกจริง ปัจจุบันต้องจ่ายชดเชยกว่า 651 ล้านบาทต่อวัน และขาดดุลแล้วราว 6.2 หมื่นล้านบาท จนต้องขึ้นราคาขายปลีก 0.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเงินเฟ้อจากน้ำมันเป็นปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทาน เราจึงคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี โดยเศรษฐกิจปีนี้โตราว 2.0% และเงินเฟ้อราว 1.8% ส่วนที่ช่วยถ่วงดุลคือราคาน้ำมันสูงหนุนกำไรกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นซึ่งมีน้ำหนักสูงใน SET

ในส่วนคำแนะนำการลงทุน INVX มองว่าแม้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะยังถูกกดดันจากปัจจัย Overhang อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก และความเสี่ยงจากกำแพงภาษีศุลกากรสหรัฐฯ แต่ InnovestX มองว่า SET ได้ซึมซับความเสี่ยงดังกล่าวไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้ดัชนียังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อ เพียงแต่มี Upside จำกัด หลังหุ้นกลุ่มที่เคยนำตลาดเริ่มมี Valuation ตึงตัว ส่งผลให้ความน่าสนใจลดลง

ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนในช่วงสั้นนี้ จึงแนะนำสลับเข้าลงทุนในหุ้น Laggard ที่ระดับราคายังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่มีแนวโน้มกำไรดีแทน ผ่าน 2 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. ผลประกอบการดี (Earnings Play) เน้นหุ้นที่คาดจะประกาศกำไรไตรมาส 2 เติบโตดี พร้อมทั้งคาดกำไรยังโตแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ADVANC CPN GULF PR9 SCGP TIDLOR และ
  2. หุ้นที่ต่างชาติยังซื้อน้อย (Foreign Underowned Play) เน้นหุ้น SET50 ที่มีสัดส่วนถือครองจากต่างชาติยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลัง 5 ปี อีกทั้งมีโมเมนตัมกำไรครึ่งปีหลังที่คาดจะเติบโตได้ ได้แก่ BEM CPALL HMPRO MTC OR TRUE TU

ขอให้นักลงทุนโชคดี

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX