รถไฟฟ้า 17-45 บาท ทุกสี ทุกสาย ฝันที่มากกว่าฝัน

Experts pool

Columnist

Tag

รถไฟฟ้า 17-45 บาท ทุกสี ทุกสาย ฝันที่มากกว่าฝัน

Date Time: 26 มิ.ย. 2569 18:16 น.

Video

เจาะลึก IPO SpaceX และการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ หุ้นเทคสหรัฐฯ | Money Issue EP.64

Summary

มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ที่จะคิดค่าตั๋วแรกเข้าเริ่มต้น 17 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ทุกสี ทุกสายทาง นับเวลาถอยหลังที่ประชาชนจะได้ใช้กันแบบถ้วนหน้า ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

Latest


จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” เดิม มาเป็นการจัดเก็บค่าโดยสารโครงสร้างใหม่ มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ที่จะคิดค่าตั๋วแรกเข้าเริ่มต้น 17 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ทุกสี ทุกสายทาง โดยผู้โดยสารจะไม่เสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าแบบที่ผ่านๆ มา

แถมภาครัฐยังกำหนดระยะเวลาถอยหลังที่ประชาชนจะได้ใช้กันแบบถ้วนหน้า ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน หวังเรียกคะแนนเสียงเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลนั้น

ซึ่งนอกจากรัฐบาลจะได้ผลงานแล้ว ในมุมมองเรื่องนี้ต้องยอมรับว่า ได้รับเสียงตอบรับพอควร แถมยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือ นักเรียน นักศึกษา ที่มีบ้านที่พักอาศัยอยู่ปริมณฑล ที่ต้องเดินทางข้ามสายทางระยะไกลๆ ได้ดี และตรงจุดทีเดียว เพราะนั่นจะทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าในเรื่องค่าเดินทางได้ 

กรณีเช่น หากบ้านพักอยู่แถวบางใหญ่ ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองแถวสยามสแควร์ การเดินทางก็ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วงเข้ามา และมาต่อด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว เมื่อคิดค่ารถไฟฟ้าเดินทางเฉลี่ยสูงถึง 90-100 บาทต่อเที่ยว หากไปกลับ ต้องใช้เงินเดินทางรวมกว่า 200 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายก้อนนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้อง ต่อรถเมล์ หรือ รถมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ จากสถานีรถไฟฟ้าเข้าบ้านอีก 

อย่างไรก็ตามเมื่อใช้ตามนโยบายใหม่ ค่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจะเหลือสูงสุดเพียง 45 บาทต่อเที่ยว และเมื่อคิดไป-กลับจะเหลือเพียงวันละ 90 บาทเท่านั้น และเมื่อคิดถึงความประหยัดจะเหลือเงินอยู่ในกระเป๋าเฉลี่ย 100 บาทแน่นอน ตรงนี้ถือว่าได้ใจประชาชนไปเต็มๆ

ซึ่งนโยบายค่าตั๋วแรกเข้าเริ่มต้น 17 บาท เพดานสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว นี้ ถือเป็นก้าวย่างแรกที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ที่มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” นั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม หวังต่อยอดไปยังตั๋วร่วมเชื่อมต่อระบบการเดินทางในโหมดอื่นๆ ก็คงจะมีความหวังให้เห็นขึ้นมาบ้างแล้ว

โดย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม ได้เล่าว่า การผลักดัน “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายทาง รวมถึงนโยบายการซื้อคืนรถไฟฟ้ามาเป็นของภาครัฐนั้น เพื่อภาครัฐจะได้กำหนดราคาค่าตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรมและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน 

ทั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) คือ ระยะ (เฟส) แรก จะดำเนินการในนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยกระทรวงคมนาคมจะทำให้ครบทุกสี 8 สายทาง ให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ในช่วงต้นปี 2570 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้านโยบายโอน รถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสีแดง ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ด้วย แต่ปัจจุบันรัฐบาลยังติดข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ ดังนั้นรัฐบาลจึงยังไม่สามารถนำงบประมาณเพื่อไปซื้อรถไฟฟ้าคืนจากผู้ประกอบการเอกชนได้ทันที 

ทางออกคือกระทรวงคมนาคมจึงหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางการระดมทุนในรูปแบบที่ไม่กระทบหนี้สาธารณะ ในลักษณะกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFFIF) ในวงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ซึ่งขั้นตอนการระดมทุนนั้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปี

ดังนั้นช่วงที่รัฐบาลยังไม่สามารถซื้อคืนโครงการรถไฟฟ้าได้ ทางรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมจะนำเงินจากกองทุน รฟม. มาชดเชย ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้กรอบวงเงินสนับสนุน ประมาณ 4,698 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันทาง รฟม. ก็ต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการควบคู่กันไป 

ขณะที่ยังไม่สามารถซื้อคืนจากเอกชนได้ กรณีที่ต้องมีการแบ่งรายได้ หรือ ผลประโยชน์ จากเอกชนให้กับภาครัฐเพิ่มเติม ในกรณีที่เมื่อเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว แล้วมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น จากนโยบายตั๋วร่วม

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟฟ้าสีทอง ที่ปัจจุบันระบบยังไม่รองรับบัตร EMV ได้ เนื่องจากระบบให้จ่ายผ่านบัตรแรบบิทนั้น เมื่อโอนรถไฟฟ้ามายัง รฟม. แล้ว รฟม. ก็จะเป็นผู้ลงทุนติดตั้งหัวอ่านระบบ เพื่อให้สามารถใช้ตั๋วร่วมได้ ส่วนในเฟสที่ 2 เมื่อภาครัฐระดมเงินทุนได้แล้ว ขั้นตอนก็จะต้องซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้สัมปทานเดิมหมดอายุ แต่สามารถเจรจาซื้ออายุสัมปทานที่เหลืออยู่คืนมาได้

“การซื้อคืนรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเงินทุนด้วย โดยในเฟสที่ 2 จะจัดเก็บค่าโดยสารเป็นโซน ตามระยะทาง หากเดินทางระยะใกล้ ก็จ่ายค่าโดยสารในอัตราหนึ่ง ส่วนผู้ที่เดินทางไกลกว่า ก็จ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินต่อภาครัฐมากเกินไปในการชดเชย อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมยังมีแผนที่จะขยายระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารประจำทาง และ เรือโดยสารด้วย ซึ่งหากทำได้แบบครบทุกโหมดการเดินทางก็จะช่วยให้การเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมของรัฐบาลครอบคลุมการเดินทางสาธารณะทุกประเภท”

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

สุรางค์ อยู่แย้ม

สุรางค์ อยู่แย้ม
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ