
"จุดตัดของระบบการเงินไทย” วันนี้ เมื่อทั้ง “คนธรรมดา เอสเอ็มอี และภาคธุรกิจ” มีรายได้ลดลง ค่าครองชีพสูงขึ้น ยังไม่รวมโอกาสที่จะเห็นคนตกงานมากขึ้น จากการเข้ามาของ AI ในขณะที่การกู้เงินมาหมุน กู้มาใช้จ่าย หรือกู้มาโปะหนี้เก่า ที่เคยทำได้ง่ายในช่วงก่อนหน้า เริ่มทำได้ยากขึ้น หรือเริ่มทำไม่ได้ สถานะการเงินของคนไทยจึงอยู่ในภาวะ “ใกล้ระเบิด”
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ ธปท. จะปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 1.5% เป็นขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 และการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการของรัฐ
แต่สิ่งที่ผู้ว่าการฯ ธปท. “วิทัย รัตนากร” ระบุว่า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การไหลของหนี้ ที่อาจจะกลายเป็น “หนี้เสีย” เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า โดยมีการเตรียมศึกษามาตรการรับมือ และจะทยอยออกมาตรการเพื่อบรรเทาการเกิดหนี้เสีย ออกมาเป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็น
และภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ “อึดอัด” จะเดินหน้าก็ไม่ได้ แต่ถ้า “ถอย” ก็มีโอกาสไม่รอด “หนี้เสีย” วันนี้ ไม่ได้จำกัดแค่ผู้มีรายได้น้อย และเอสเอ็มอีอีกต่อไป แต่เริ่มเห็นหนี้เสียของ คนชั้นกลาง และกลางสูง ที่มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป รวมทั้ง เริ่มเห็นความอ่อนแอของฐานะการเงินบริษัทขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ได้สำรวจ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างไร ในไตรมาสแรก 335 บริษัท หรือประมาณ 40% ระบุว่าได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แบ่งเป็น 80% อยู่ในตลาด SET และ 20% อยู่ในเอ็มเอไอ
โดยระบุว่า ได้รับผลกระทบผ่านมาจาก 3 ทาง คือ
1.ต้นทุนที่สูงขึ้น สะท้อนจากบริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า ได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมัน พลังงาน และค่าระวางเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
2. รายได้ที่ลดลง จากการชะลอซื้อสินค้าของผู้บริโภค ตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการลดลงของนักท่องเที่ยว จากการยกเลิกเที่ยวบิน และการส่งออกไปตะวันออกกลางได้ลดลง และ 3.การขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก และน้ำมัน เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสายการผลิตโดยตรง
และที่สำคัญ เมื่อมองไปในอนาคต เกิน 90% ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบ มีมุมมองว่า “สถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569” ทำให้ผลกระทบต่อฐานะการเงินอาจจะรุนแรงขึ้นในระยะต่อไป
“ความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อเนื่อง” ทำให้ภาคธุรกิจต้องการ “เงินทุนหมุนเวียน” เพิ่มขึ้น และต้องการเงินมาช่วยเหลือแบบต่อเนื่อง แต่แน่นอนว่าวันนี้ ธนาคารพาณิชย์ อยู่ในโหมด “ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ”
และแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา จะมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อเสริมสภาพคล่องที่ได้รับผลจากสงครามเพิ่มขึ้น รวมทั้งปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ตามโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งล่าสุด ธปท. เปิดเผยว่ามียอดอนุมัติในช่วง 2 เดือนกว่า ๆ ที่เปิดโครงการแล้ว 5,400 ล้านบาท
แต่ภาพรวมสินเชื่อที่ให้กับเอสเอ็มอียังติดลบ และติดลบต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี
ทั้งนี้ ในส่วนที่เหลือของปี ธปท. คาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินจากการอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการ SMEs Credit Boost และโครงการผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อโดยใช้หลักประกันที่ดินหรือ SMEs Secure+ อีกประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยหวังว่าจะช่วยพยุงฐานะการเงินของเอสเอ็มอีได้ส่วนหนึ่ง
ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบ 0.7% และด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ธนาคารพาณิชย์น่าจะไม่เร่งการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนั้น ยังเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์เร่งลดต้นทุนเงินฝาก โดยทยอยลดแคมเปญเงินฝาก ดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งเคยเป็นรายได้ที่ดีของ “ผู้ฝากเงิน” โดยเฉพาะคนชั้นกลางในวัยเกษียณ
ขณะที่ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ พบว่า คนที่มีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน กลายเป็นคนที่มีแนวโน้มเป็นหนี้เสียมากที่สุด และกลุ่มที่มีรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน เห็นการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ยังระบุว่า มากกว่า 25% ของหนี้เสียวันนี้ เป็น “หนี้บ้าน” ที่ผ่อนส่งไม่ไหว
"จุดตัดของระบบการเงินไทย” วันนี้ เมื่อทั้ง “คนธรรมดา เอสเอ็มอี และภาคธุรกิจ” มีรายได้ลดลง ค่าครองชีพสูงขึ้น ยังไม่รวมโอกาสที่จะเห็นคนตกงานมากขึ้น จากการเข้ามาของ AI ในขณะที่การกู้เงินมาหมุน กู้มาใช้จ่าย หรือกู้มาโปะหนี้เก่า ที่เคยทำได้ง่ายในช่วงก่อนหน้า เริ่มทำได้ยากขึ้น หรือเริ่มทำไม่ได้
สถานะการเงินของคนไทยจึงอยู่ในภาวะ “ใกล้ระเบิด” รวมทั้ง ส่งผลให้คนไทย 25.5 ล้านคน หรือ 38% ของประชากรไทย ที่เป็น “หนี้” อาจจะต้องกลายเป็น “หนี้เสีย” เพิ่มมากขึ้น
และที่น่าสนใจคือ แม้ ธปท.จะออกกฎให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ หวังลด-ปลดหนี้ให้กับลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา ตั้งแต่เริ่มผิดนัดชำระหนี้ หวังตัดไฟแต่ต้นลม แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะทำได้กับลูกหนี้ที่ให้ความร่วมมือเท่านั้น แต่ “คนที่เป็นหนี้เสีย” จำนวนไม่น้อยยังไม่ให้ความร่วมมือ และพบว่า หากปล่อยให้ลูกหนี้เป็นหนี้เสียเกิน 3 ปีไปแล้ว โอกาสที่จะฟื้นกลับมาแทบจะเป็นไปไม่ได้
เห็นได้จาก โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แก้ปัญหาหนี้เสียให้ลูกหนี้รายย่อย ซึ่งมีลูกหนี้ที่เข้าข่ายทั้งสิ้น 1.2 ล้านบัญชี แต่ผ่านมา 5 เดือน วันที่ 31 พ.ค. 2569 มีลูกหนี้ที่เซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีในสิ้นปีนี้ ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือโครงการก่อนหน้า “คุณสู้ เราช่วย” ที่คนเข้ามาแก้หนี้ไม่สูงเท่าที่คาดไว้เช่นกัน
แล้วเหตุผลอะไรที่คนที่เป็นหนี้ไม่อยากแก้หนี้ ...
จากการรวบรวมข้อมูล ของบริษัทแก้หนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากทางกายภาพ จาก “รายได้ที่ไม่พอจ่าย” ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสิ้นหวัง มองไม่เห็นทางแก้ และคิดว่าดิ้นรนแก้หนี้ไปก็ไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการกู้ใหม่มาจ่ายหนี้เดิม ทำให้ดอกเบี้ยพอกพูนและยอดหนี้รวมสูงขึ้นจนคุมไม่ได้
ขณะที่อีกส่วนมาจากกลไกทางจิตใจ “ภาวะหมดไฟและกลัวความจริง” ลูกหนี้รู้สึกเครียด เหนื่อยล้าจนกลัวการรับรู้ตัวเลขหนี้สินที่แท้จริง ทำให้เลือกที่จะเมินเฉยและหนีปัญหาแทนการเผชิญหน้า
ความกลัวการถูกทวงถามและอับอาย การเผชิญหน้ากับการแก้หนี้มักมาพร้อมกับการติดต่อกับเจ้าหนี้ หรือการประนอมหนี้ ซึ่งหลายคนรู้สึกกดดัน อับอาย หรือกลัวการถูกต่อว่า รวมทั้ง มีกลไกการปฏิเสธความจริง เข้าข้างตัวเองว่า หนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร หรือ เดี๋ยวค่อยหาเงินมาใช้คืน จนบานปลายไปใหญ่โต
ทำให้ความพยายามปรับโครงสร้างหนี้ในระยะต่อไป อาจต้องมองในส่วนของ “จิตใจ” ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยอยากและกล้าเข้ามาแก้หนี้มากขึ้น
ที่สำคัญ เมื่อความขัดแย้งของโลก ยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งสงครามในพื้นที่จริง และคาดกันว่า อีกไม่นาน สงครามการค้าจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง เราอาจจะต้องเริ่มคิดแล้ว ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะประคอง “ฐานะการเงิน” ของเราไว้ ภายใต้การเปลี่ยนแปลง
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney