
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวสำคัญเข้ามาพร้อมกันสามทิศทาง และทั้งสามล้วนส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนโดยตรง INVX จะพาถอดรหัสแต่ละประเด็นให้เห็นภาพชัดที่สุด
หนึ่ง พัฒนาการสงคราม: ปฏิบัติการ Epic Fury ที่เริ่มต้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เข้าสู่สัปดาห์ที่เจ็ด และแม้การเจรจารอบแรกในกรุงอิสลามาบัดภายใต้การไกล่เกลี่ยของปากีสถานจะยังไม่บรรลุข้อตกลง แต่สัญญาณเชิงบวกที่สำคัญคือช่องทางการทูตยังไม่ถูกปิด ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาต่ออายุหยุดยิงออกไปอีกสองสัปดาห์เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจารอบสอง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งสัญญาณมองโลกในแง่ดี โดยกล่าวว่าสงคราม “ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว”
ตลาดกำลัง Price-in ความหวังนี้อย่างชัดเจน สะท้อนผ่านภาวะ Backwardation ที่ชันในตลาดน้ำมัน โดยราคา Brent Futures ในตลาดการเงินอยู่ที่ราว 90–95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ห่างจากราคาตลาดกายภาพที่สูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐถึง 25–30 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนมองวิกฤติอุปทานในปัจจุบันเป็น “ปัญหาชั่วคราว” และเชื่อว่าราคาพลังงานจะปรับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญหากการเจรจานำไปสู่ข้อตกลง นั่นเองที่เป็นแรงหนุนให้ MSCI All Country Index ปรับขึ้นทำ All-Time High ต่อเนื่องถึง 10 วัน อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือประเด็นนิวเคลียร์ยังเป็นปมที่ซับซ้อนและต้องการเวลาในการเจรจา
สอง GDP จีนไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว +5.0% YoY เร่งขึ้นจาก +4.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ +4.8% เป็นข่าวดีที่ช่วยหนุนบรรยากาศตลาด แต่เมื่ออ่านองค์ประกอบภายในให้ลึกขึ้น ภาพที่ได้ซับซ้อนกว่านั้นมาก ยอดค้าปลีกเดือนมีนาคมเติบโตเพียง +1.7% YoY ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การส่งออกชะลอตัวลงแรงสู่ +2.5% YoY จาก +21.8% ในช่วงต้นปี และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -11.3% ใกล้เคียงกับสองเดือนก่อนหน้า บนพื้นฐานดังกล่าว INVX จึงปรับลดคาดการณ์ GDP จีนทั้งปี 2569 จากเดิม 4.5% ลงสู่ 4.2%
สามคือการที่สหรัฐฯ เปิดการสอบสวนไทยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งเป้าไปที่สองข้อกล่าวหาหลัก ได้แก่ การมีกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องสองปีจนสหรัฐฯ มองว่าไทยตั้งใจผลิตเกินความต้องการเพื่อทุ่มตลาด และการนำเข้าสินค้าจากแหล่งที่ใช้แรงงานบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา และเสื้อผ้า แม้วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมาไทยได้ส่งเอกสารแก้ต่างต่อ USTR แล้ว แต่กระบวนการไต่สวนยังดำเนินต่อเนื่องตลอดช่วง พ.ค.–ก.ค. ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% จะหมดอายุ ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีความไม่แน่นอนสูงสุดและกดดัน Sentiment การลงทุน INVX จึงปรับลดคาดการณ์การส่งออกไทยจาก -1% เป็น -2% สะท้อนแรงกดดันสองทิศทางพร้อมกันทั้งจากมาตรา 301 และวิกฤติพลังงานตะวันออกกลาง
ด้านนโยบายการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ส่งสัญญาณพร้อมพิจารณาขยับเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ของ GDP หากมีความจำเป็น ซึ่ง INVX มองว่ามีความเหมาะสมด้วยเหตุผลสามประการ ได้แก่ หนี้สาธารณะมีแนวโน้มทะลุเพดาน 70% อยู่แล้วจากภาระอุดหนุนพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจสูงกว่าการอุดหนุนค่าครองชีพโดยตรง และโครงการขนาดใหญ่ด้านระบบขนส่งมวลชน พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะเป็นตัวกำหนด Potential Growth ของไทยในทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ฝั่งรายได้ เพราะแม้ VAT ของไทยที่ 7% จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 19% มาก แต่การปรับขึ้นมีอุปสรรคทางการเมืองสูง หากไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้จริง ความน่าเชื่อถือของกรอบวินัยการคลังในสายตาของ Fitch และ Moody's ที่ปรับ Outlook ของไทยเป็น Negative ไปแล้ว ก็อาจเสื่อมถอยลงได้อีก
ในส่วนกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่า SET มีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways รอผลการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ–อิหร่าน โดยมี Upside จำกัดที่บริเวณ 1,530 จุด จนกว่าจะมีความชัดเจนของข้อตกลง เนื่องจากตลาดได้รับรู้ความคาดหวังเชิงบวกไประดับหนึ่งแล้ว INVX จึงแนะนำ “Selective Buy” โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน ดังนี้
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดว่าจะได้ข้อตกลงสันติภาพถาวร INVX แนะนำปรับพอร์ตตามกรอบเวลา โดยในระยะสั้น 1–4 สัปดาห์ เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้นตัว อาทิ สายการบิน (AAV, THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT) โรงพยาบาลระดับบน (BH, BDMS) และยานยนต์ (AH, SAT) รวมถึงหุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering ได้แก่ MINT, BTS, LH, BDMS, AWC ที่ราคาปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่ช่วงวิกฤติ ในระยะกลาง 3–6 เดือน ให้ทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูง ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN) และในระยะยาว 6–12 เดือนขึ้นไป ให้เน้นหุ้นพลังงานสะอาดและนิคมอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA, AMATA
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลว่าการเจรจาจะล้มเหลว INVX แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว และทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมถึง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ควรสะสมหุ้น High Dividend ที่ให้ Dividend Yield สูงกว่า 5% จากกำไรปี 2568 ก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD ช่วงเดือน เม.ย.–พ.ค. ได้แก่ KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI
ขอให้นักลงทุนโชคดี
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้