เมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างแพงตาม: Stagflation คืออะไร นานแค่ไหน คนเงินเดือนคงที่จะอยู่รอดอย่างไร ?

Experts pool

Columnist

Tag

เมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างแพงตาม: Stagflation คืออะไร นานแค่ไหน คนเงินเดือนคงที่จะอยู่รอดอย่างไร ?

Date Time: 7 เม.ย. 2569 18:30 น.

Video

วางแผนการเงินรับมือสงครามอิหร่าน หรือหากมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ? | Money Issue EP.50

Summary

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ภาวะ Stagflation เกิดขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
  • กลุ่มคนรายได้น้อยถึงปานกลางได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่า
  • แนะนำให้สร้างสภาพคล่อง ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และกระจายความเสี่ยง
  • การลงทุนในทักษะของตนเองเป็นวิธีเพิ่มรายได้ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น

Latest


ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต ค่าไฟ ค่าแท็กซี่ หรือแม้แต่ราคาข้าวกล่องหน้าออฟฟิศ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริงกลับถูกเชื่อมโยงด้วย “ตัวแปรเดียวกัน” นั่นคือ ราคาน้ำมัน เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ปะทุขึ้นในปีนี้ ตัวแปรดังกล่าวจึงถูกผลักให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้น เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและมาตรฐานการครองชีพของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ความเสี่ยงของภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวไปพร้อมกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งระบบเศรษฐกิจโลก

คนส่วนใหญ่คิดว่าน้ำมันแพงกระทบแค่ตอนเติมน้ำมันรถ แต่ความจริงคือน้ำมันแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนของการผลิตและการขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าสินค้าแทบทุกชนิดจะมีราคาสูงขึ้นตาม ทั้งค่าขนส่ง ราคาก๊าซ ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าเกษตร ลองนึกภาพห่วงโซ่ที่เกิดขึ้น เกษตรกรใช้ดีเซลเพื่อเดินเครื่องสูบน้ำและขับรถไถ ปุ๋ยที่ใช้ผลิตจากก๊าซธรรมชาติซึ่งราคาก็พุ่งตาม โรงงานแปรรูปอาหารใช้ไฟฟ้าที่แพงขึ้น รถบรรทุกขนส่งสินค้าใช้น้ำมันดีเซล และสุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราคือคนที่จ่ายทุกต้นทุนที่สะสมมาตลอดทางนั้น

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะแพงขึ้นราว 30 เซนต์ต่อแกลลอน และกลุ่มคนรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งคิดเป็น 60% ล่างของประชากร ใช้รายได้หลังหักภาษีถึงเกือบ 4% ไปกับน้ำมัน ในขณะที่คนรวย 10% บนใช้เพียง 2% เท่านั้น นั่นหมายความว่าน้ำมันแพงกระทบคนจนและคนชั้นกลางหนักกว่าคนรวยเกือบเท่าตัว และเมื่อราคาของชำ ค่าเดินทาง และค่าไฟขึ้นพร้อมกัน แต่เงินเดือนยังคงอยู่ที่เดิม อำนาจซื้อที่แท้จริงของคนทำงานก็หดตัวลงทุกวัน

Stagflation จะอยู่กับเรานานแค่ไหน

Stagflation คือฝันร้ายของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะการผสมกันของเงินเฟ้อสูง การว่างงานเพิ่ม และเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ไม่มีนโยบายใดที่แก้ปัญหาทั้งหมดได้พร้อมกัน เพราะทางออกของปัญหาหนึ่งมักเป็นสาเหตุของปัญหาอีกอย่าง และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสิ้นสุด  บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกชัดเจน ในยุค Stagflation ทศวรรษ 1970 เงินเฟ้อที่เริ่มต้นที่ 1% ในปี 1964 พุ่งไปถึงกว่า 12% ภายในสิบปี และในฤดูร้อนปี 1980 เงินเฟ้อแตะ 14.5% ขณะที่การว่างงานสูงกว่า 7.5% ซึ่งกินเวลากว่าทศวรรษ แต่สำหรับวิกฤตปัจจุบัน คำถามสำคัญไม่ใช่ "จะเกิดไหม" แต่คือ "จะยาวนานแค่ไหน" นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จาก Wall Street มองตรงกันว่า ปัจจัยหลักคือ "ระยะเวลา" หากสถานการณ์อิหร่านคลี่คลายได้ในไม่กี่สัปดาห์ แรงกระแทก Stagflation จะยังถูกจำกัดได้ การวิเคราะห์จาก Vanguard ระบุว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันลดลง เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายและทดสอบความอดทนของนักลงทุนและผู้บริโภคอย่างจริงจัง ตัวเลขที่นักวิเคราะห์จับตามองขณะนี้ คือ GDP ไตรมาสแรกของปีนี้ที่จะประกาศปลายเมษายน หากตัวเลขยังต่ำ บทสนทนาเรื่อง Stagflation จะยิ่งดังขึ้น

CEO ของ deVere Group เตือนชัดว่า "ความประมาทคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด Stagflation ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏในข้อมูลจริงแล้ว" และ Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม เพราะไม่มีทางออกที่สะอาด การลดดอกเบี้ยเสี่ยงทำให้เงินเฟ้อแย่ลง การขึ้นดอกเบี้ยเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจที่กำลังชะลออยู่ดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย

ในวันที่เงินเดือนเท่าเดิม แต่ทุกอย่างแพงขึ้น คนทำงานควรรับมืออย่างไร

นี่คือหัวใจสำคัญของใช้ชีวิตของเราในชางนี้ เพราะในขณะที่นักลงทุนสถาบันยังพอมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง คนทำงานทั่วไปที่รายได้ไม่ขยับแต่รายจ่ายพุ่งขึ้นทุกวันคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

หนึ่ง: สร้างกันชนสภาพคล่องก่อนทุกอย่าง นักวิเคราะห์จาก Bankrate แนะนำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในสภาวะเช่นนี้คือการมีสภาพคล่องเพียงพอ เพราะความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้ ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึงการมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือนของรายจ่าย ในบัญชีที่ถอนได้ทันทีและให้ดอกเบี้ยที่ดีพอสมควร

สอง: ตัดรายจ่ายที่ยืดหยุ่นได้ออกก่อน ไม่ใช่ตัดอาหาร เวลาเงินตึง คนมักตัดรายจ่ายผิดลำดับ ลดมื้ออาหารแต่ยังคงสมัครสมาชิกบริการที่ไม่ได้ใช้ สิ่งที่ควรทำคือทบทวน subscription ทั้งหมด ลดการใช้พลังงานในบ้าน และเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง เพราะในยุค Stagflation ทุกบาทที่ประหยัดได้มีค่าจริงๆ

สาม: กระจายความเสี่ยงของรายได้และสินทรัพย์ ในช่วง Stagflation ทศวรรษ 1970 ดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 40% ในขณะที่วิกฤตน้ำมันและภาวะถดถอยเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสภาวะเช่นนี้ สินทรัพย์ที่มักรักษามูลค่าได้ดีคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับนโยบายของรัฐใดรัฐหนึ่ง นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนจริงในยุคเงินเฟ้อ และในตลาดหุ้น ให้โฟกัสที่บริษัทที่มีอำนาจตั้งราคา สามารถผลักดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่สูญเสียความต้องการ

สี่: ลงทุนในทักษะของตัวเองคือผลตอบแทนที่สูงที่สุด ในยุคที่เงินเดือนคงที่แต่ค่าครองชีพขึ้น วิธีเดียวที่จะขยับรายได้ได้คือการทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI, ทักษะด้านการเงินดิจิทัล หรือภาษาต่างประเทศ การลงทุนในตัวเองให้ผลตอบแทนที่เงินเฟ้อแตะต้องไม่ได้

Stagflation ไม่ใช่ภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป แต่มันคือการทดสอบว่าใครเตรียมตัวดีกว่ากัน ในสงครามทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ชัยชนะไม่ได้ไปกับคนที่รวยที่สุด แต่ไปกับคนที่ฉลาดและเตรียมพร้อมมากที่สุด








Author

ดร.กร พูนศิริวงศ์

ดร.กร พูนศิริวงศ์
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด