วิกฤติ “ศุภจี-พาณิชย์” กระทบทั้งแผ่นดิน

Experts pool

Columnist

Tag

วิกฤติ “ศุภจี-พาณิชย์” กระทบทั้งแผ่นดิน

Date Time: 3 เม.ย. 2569 19:38 น.

Video

บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

Summary

ผลต่อเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นจากการปะทะในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัันในประเทศกระโดดพรวด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับขึ้นราคา แต่การแก้ปัญหาราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ณ วันนี้ ยังเชื่องช้า ไร้ประสิทธิภาพ จนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนมาก

Latest


ท่ามกลาง “ราคาน้ำมัน” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา จนล่าสุด น้ำมันดิบดูไบทะลุกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล!!

และยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า ราคาจะทะยานขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่เท่าไร เพราะการถล่มอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล-ประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลาง ยังไม่ยุติ

แม้ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อค่ำวันที่ 1 เม.ย.2569 ตรงกับเวลาไทยประมาณ 9 โมงเช้าของวันที่ 2 เม.ย.2569 เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน หรือ “Epic Fury : มหากาพย์แห่งความพิโรธ” ที่จะเดินหน้าถล่มอิหร่านอย่างหนักหน่วงในช่วง 2-3 สัปดาห์จากนี้ โดยจะทำให้อิหร่านกลับสู่ยุคหินอย่างที่ควรจะเป็น

ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอีกในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้เช่นกัน พร้อมกับเปิดทาง หากประเทศใดไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้ ให้ซื้อจากสหรัฐฯได้ทุกเมื่อ เพราะ “เรามีน้ำมันมากมาย ล้นเหลือ”

“ทรัมป์” ประกาศถล่มอิหร่านดึงราคาน้ำมันทะยาน

การประกาศดังกล่าว แทนที่จะทำให้โลกไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี เพราะการสู้รบใกล้จะจบ สถานการณ์การผลิต การค้า และราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

แต่กลับทำให้โลกผวาหนักขึ้น เกรงว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านจะถูกทำลาย และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันหลัก จะยืดเยื้อ ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมัน ณ วันที่ 2 เม.ย.2569 ขยับขึ้นอีก

โดยตลาดสิงคโปร์ ราคาน้ำมันทำสถิติสูงสุด หลังการปิดตลาด โดยดีเซลปิดที่ 292.82 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 46.82 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล, น้ำมันเบนซิน ปิดที่ 151.74 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 8.45 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ ปิดที่ 114.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 5.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล

รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องขยับราคาขายปลีกในประเทศให้สอดคล้อง พร้อมกับลดเงินชดเชยจาก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” โดย ณ วันที่ 3 เม.ย.2569 น้ำมันดีเซล ปรับขึ้นอีกลิตรละ 3.50 บาท มาอยู่ที่ลิตรละ 47.74 บาท และลดเงินชดเชยลิตรละ 3.51 บาท เหลือชดเชยลิตรละ 14.27 บาท

เช่นเดียวกับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ขึ้นอีกลิตรละ 3.50 บาท มาอยู่ที่ลิตรละ 42.74 บาท และลดเงินชดเชยลิตรละ 3.48 บาท เหลือชดเชยลิตรละ 16.64 บาท

แม้ช่วงแรก รัฐบาลพยายามลดผลกระทบให้ประชาชนด้วยการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่ใช้กันมากในภาคขนส่งไม่เกินลิตรละ 30 บาท นาน 15 วัน โดยใช้เงิน “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” มา “อุ้ม” วันละกว่า 2,300 ล้านบาท

แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกยังไม่รู้จุดสิ้นสุด รัฐบาลต้องยอมแพ้ และปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกกลุ่มอย่างบ้าคลั่ง ช็อกอารมณ์ ช็อกความรู้สึกคนไทยไปเต็มๆ!!

เพราะหากยังคงชดเชยราคาอยู่อีก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะขาดทุนหนักขึ้น รัฐบาลอาจต้องกู้เงินมาโปะเงินกองทุนฯ ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะเต็มเพดาน อีกทั้งยังอาจเกิดปัญหากักตุน ลักลอบส่งออก เพราะราคาต่างประเทศ สูงกว่าราคาในไทย และอาจยิ่งทำให้เกิดความขาดแคลนในประเทศ

ปัญหาภายในพาณิชย์กระทบประชาชน 

เผือกร้อนจึงมาตกที่กระทรวงพาณิชย์!! เพราะต้องดูแลสถานการณ์สินค้าให้ได้ ทั้งในด้านราคาและปริมาณ โดยต้องมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ ไม่เกิดปัญหากักตุน ขาดแคลน หรือปฏิเสธการจำหน่าย

ส่วนราคาสินค้า ก็ต้องบริหารจัดการแบบไม่ให้กระทบกับทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคมากเกินไป โดยอาจต้องยอมให้ขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน วัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ฯลฯ รวมถึงจากค่าขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่กระทบต่อการจ้างงาน และสินค้าขาดแคลน แต่คงไม่ให้ปรับขึ้นสูงเกินควร เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคมากเกินไป

แต่การแก้ปัญหาราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ณ วันนี้ ยังเชื่องช้า ไร้ประสิทธิภาพ จนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนมาก

ขณะที่ “กรมการค้าภายใน” หน่วยงานรับผิดชอบหลัก ก็อ่อนปวกเปียก ทั้งอธิบดี และรองอธิบดีมือใหม่ ผิดฝาผิดตัว เชี่ยวชาญงานต่างประเทศ ในการหาตลาดส่งออกให้สินค้าไทย จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ จัดอีเวนต์ ประชาสัมพันธ์สินค้าไทยในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการหาตลาดส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยได้มาก และได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งมาโดยลำดับ

แต่การที่ไม่เคยลุยงานในประเทศเลย และต้องมาอยู่ในกรมการค้าภายใน หน่วยงานหลักที่ดูแลปากท้อง ค่าครองชีพคนไทย ในช่วงเกิดวิกฤติราคาพลังงาน ที่จะกดดันราคาสินค้า และค่าครองชีพเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย 

การทำงานในกรมนี้ในช่วงวิกฤติ จึงไม่ใช่ “สนามเด็กเล่น” ของ “มือใหม่” แต่เป็น “สนามรบ” สำหรับ “มืออาชีพ” ที่ต้องทำงานเชิงรุกได้อย่างรวดเร็ว ทันสถานการณ์ เพื่อรับมือกับสินค้าที่จะดาหน้าขึ้นราคา และบรรเทาปัญหาค่าครองชีพให้ได้

ขณะที่ “ศุภจี” ที่ก่อนหน้านี้ชาวโซเชียลชื่นชมอย่างหนัก แต่หลังจากเสีย self เพราะถูกโซเชียลโจมตีหนักจากการให้สัมภาษณ์ในหลายประเด็น ตั้งแต่ล้งมะพร้าว, Work From Home จนมาถึงลุคใหม่ที่สวยขึ้น และเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ปิดตัวไปแล้ว ก็ไม่พบหน้าสื่อเลย ทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสถานการณ์จริงที่ต้องเผชิญ และการเตรียมพร้อมรับมือ

จึงเห็นภาพความเชื่องช้า ไม่ทันการณ์ในการรับมือกับราคาสินค้า และค่าครองชีพสูงแบบไร้จุดจบ เพราะกรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ ยัง “โลกสวย” บอกคนไทยซ้ำๆ ว่า “สถานการณ์สินค้ายังปกติ ยังไม่ขาดแคลน ยังขึ้นราคา ไม่ต้องกักตุน เพราะยังมีสต๊อกเก่าพอขายได้นาน 2-3 เดือน”

ทั้งๆ ที่ต้องบอกความจริงให้ประชาชนรู้ว่า “ชะตากรรม” ที่กำลังเผชิญอยู่นี้จะหนักหนาขนาดไหน  และต้องวางแผนรับมือกับวิกฤตินี้อย่างไร ถ้าการสู้รบกันยังลากยาวไปเรื่อยๆ

 ไม่รอพิสูจน์ฝีมือรัฐ แค่ภาวนาให้ “ทรัมป์” ยุติศึก

การให้ข้อมูลประชาชนแบบโลกสวย เหมือนยังไม่เกิดวิกฤติอะไรนั้น จึงถูกโซเชียลกระหน่ำโจมตี เพราะข้อมูลสวนทางกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนประสบ คือ ตลอดเดือนมี.ค.2569 ราคาสินค้าหลายรายการ ปรับขึ้นไปแล้ว โดยเฉพาะหมู ไก่ ไข่ไก่ เพราะเกษตรกรแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว จึงต้องขยับราคา เช่นเดียวกับอาหารปรุงสำเร็จ อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง อาหารดิลิเวอรี่ ที่ขึ้นแล้ว และยากลดลงเมื่อต้นทุนลดลง

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่หลายราย ก็เตรียมปรับขึ้นราคาขายตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้ อีกทั้งถ้าสำรวจตามห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก จะพบเห็นการยกเลิกจัดโปรโมชัน หรือการลดขนาดสินค้าแต่ขายราคาเดิม ซึ่งเหมือนเป็นการปรับขึ้นราคาทางอ้อม

มิหนำซ้ำ วัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จะเริ่มเห็นการขาดแคลนตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้เช่นกัน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก วัตถุดิบสำคัญในการผลิตของกิน ของใช้นับพันนับหมื่นรายการ ไล่ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย รองเท้า เครื่องสำอาง ฯลฯ รวมถึงปุ๋ยเคมี ที่จะกระทบต่อการเพาะปลูกและรายได้เกษตรกร

ที่สำคัญ โครงการต่างๆ ที่กรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเข็นออกมาช่วยประชาชน เช่น มหกรรมธงฟ้าราคาประหยัด, รถโมบายธงฟ้า (รถพุ่มพวง) ขายสินค้าราคาถูกตามชุมชนต่างๆ, ขายปุ๋ยและปัจจัยการเกษตรราคาถูก ก็ยังกระจายไม่ทั่วถึง และไม่ทันความเดือดร้อนประชาชน บางโครงการยังอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้าง บางโครงการยังกำลังของบประมาณมาดำเนินการ

ส่วนการยกระดับมาตรการควบคุมสินค้าและบริการ ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และการนำสินค้าและบริการรายการใหม่ เข้าสู่บัญชีนี้ ก็ยังมีผลบังคับใช้ไม่ครอบคลุมทุกสินค้า จึงทำให้การบริหารจัดการสินค้า ยังขาดประสิทธิภาพ

แม้วันนี้เริ่มเห็นสินค้า “ไทยช่วยไทย” โปรเจกต์สำคัญกู้หน้าของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้ร่วมกับผู้ผลิตสินค้า ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อประมาณ 20 ราย นำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของห้าง และสินค้าแบรนด์รองของผู้ผลิต มาลดราคากว่า 3,000 รายการ สูงสุด 58% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน และคาดจะช่วยลดรายจ่ายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,500 ล้านบาทนั้น

แต่กลายเป็นโครงการของ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” หน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ ปราบนอมินี ส่งเสริมธุรกิจในประเทศ

แผ่นดินแทบลุกเป็นไฟ!! ประชาชนที่เดิมชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้ท่วมหัวอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมให้สาหัสเข้าไปอีก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ก็ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ

คนไทยคงได้แต่ร้องว่า “พอแล้วๆ จนไม่ไหวแล้ว” และคงได้แต่สวดภาวนาขอให้ “ทรัมป์” หยุดโจมตีอิหร่าน สถานการณ์ทุกอย่างจะได้กลับสู่ภาวะปกติ ไม่ต้องให้รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาก็ได้!!

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

 


Author

สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์

สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ