ไม่มีไอ้โม่ง?  “น้ำมันล่องหน” วิกฤติศรัทธารัฐบาล

Experts pool

Columnist

Tag

ไม่มีไอ้โม่ง? “น้ำมันล่องหน” วิกฤติศรัทธารัฐบาล

Date Time: 20 มี.ค. 2569 20:00 น.

Video

Claude AI ปลอดภัยสุดในโลก ? อ่านเกม Anthropic จริยธรรม หรือกลยุทธ์ธุรกิจ | Digital Frontiers EP.60

Summary

หัวใจของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีน้ำมัน แต่คือ “โครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว” รัฐบาลเลือกตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ไม่เกิน 30-33 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 ล้านบาท จนสร้างส่วนต่างระหว่างราคา “ขายปลีก” กับ “ขายส่งภาคอุตสาหกรรม (Jobber)” สูงถึง 11-18 บาทต่อลิตร


เมื่อของหน้าปั๊มถูกกว่าของหลังคลังน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรมและรถบรรทุกยักษ์ใหญ่จึงแห่กันมาแย่งน้ำมันที่ควรจะเป็นของชาวบ้านและเกษตรกร จนระบบกระจายสินค้าล่มสลาย แม้ล่าสุดรัฐจะสั่งให้ OR นำร่องขายราคาเดียวให้จ็อบเบอร์แล้ว แต่นี่คือการแก้ที่ปลายเหตุหรือเป็นการยอมรับว่า “นโยบายตรึงราคา” ได้กลายเป็นยาพิษที่ทำลายกลไกตลาดเสียเอง?

Latest


“น้ำมันสำรองมีพอใช้ 101 วัน”

คือประโยคทองที่กระทรวงพลังงานและศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประกาศกร้าวต่อหน้ากล้องทุกตัวในช่วงมีนาคม 2569

ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 104 วัน แต่ในโลกความเป็นจริงที่ประชาชนคนไทยต้องเผชิญ คือภาพของแกลลอนน้ำมันที่วางเรียงรายยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ความเหนื่อยล้าของโชเฟอร์รถปิกอัพ และรถบรรทุกที่ต้องจอดรอคิวข้ามคืนเพียงเพื่อขอเติมน้ำมัน พร้อมเจอกับป้าย “ดีเซลหมด” ที่ขึ้นเด่นหลาตามปั๊มต่างจังหวัด และลามเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพฯแล้ว

คำถามที่ดังของประชาชนทั้งประเทศในขณะนี้คือ “ถ้าน้ำมันไม่ขาด แล้วน้ำมันหายไปไหน?” และที่สำคัญกว่านั้น หากรัฐบาลยังยืนยันว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุน ทุกอย่างเป็นเพียงอาการตื่นตระหนก (Panic) ของประชาชนเอง... นี่คือการแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริง หรือเป็นการปัดความรับผิดชอบที่กำลังท้าทายศรัทธาของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุด?

เมื่อตัวเลขในกระดาษ สวนทางกับมาตรวัดหน้าปั๊ม

ตัวเลขที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นานกว่า 4 ชั่วโมง คือกำลังการผลิตดีเซลที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่อุปสงค์พุ่งสูงถึง 84 ล้านลิตร รัฐบาลอธิบายส่วนต่าง 7 ล้านลิตรนี้ว่าเกิดจากการที่ชาวบ้านแห่ตุนน้ำมันใส่ถัง 

แต่ประเด็นที่น่าคิดคือ ข้อมูลจาก "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. กลับพบพิรุธที่ลึกซึ้งกว่านั้น เมื่อปั๊มน้ำมันบางแห่งที่เคยได้รับโควตา 15,000 ลิตร กลับเหลือเพียง 5,000 ลิตร

คำถามคือ น้ำมันหมื่นลิตรที่หายไปในแต่ละวันนั้น “ระเหย” ไปในความวิตกกังวลของชาวบ้านจริงๆ หรือไหลออกไปสู่ช่องทางที่ได้กำไรมากกว่า? 

ข้อสันนิษฐานเรื่องการ “ลักลอบส่งออกทางเรือ” เพื่อแสวงหากำไรจากราคาตลาดโลกที่สูงกว่าไทยกว่า 10 บาท ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครยอมแก้ผ้าดูให้ชัดๆ ทีละคนตามคำขู่

“ปัญหาสองตลาด” : บาดแผลจากนโยบายอุดหนุนแบบเหมาเข่ง

หัวใจของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีน้ำมัน แต่คือ “โครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว” รัฐบาลเลือกตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ไม่เกิน 30-33 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 ล้านบาท จนสร้างส่วนต่างระหว่างราคา “ขายปลีก” กับ “ขายส่งภาคอุตสาหกรรม (Jobber)” สูงถึง 11-18 บาทต่อลิตร

เมื่อของหน้าปั๊มถูกกว่าของหลังคลังน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรมและรถบรรทุกยักษ์ใหญ่จึงแห่กันมาแย่งน้ำมันที่ควรจะเป็นของชาวบ้านและเกษตรกร จนระบบกระจายสินค้าล่มสลาย แม้ล่าสุดรัฐจะสั่งให้ OR นำร่องขายราคาเดียวให้จ็อบเบอร์แล้ว แต่นี่คือการแก้ที่ปลายเหตุหรือเป็นการยอมรับว่า “นโยบายตรึงราคา” ได้กลายเป็นยาพิษที่ทำลายกลไกตลาดเสียเอง?

เสียงครวญจากเศรษฐกิจฐานราก : ใครคือผู้รับกรรม?

ในขณะที่รัฐบาลขอให้ประชาชน “ใช้ชีวิตปกติ” แต่สำหรับชาวนาในชัยนาทและอุทัยธานี ชีวิตไม่ได้ปกติอีกต่อไป เมื่อน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องสูบน้ำไม่มี และราคาปุ๋ยพุ่งทะยานเกิน 1,000 บาทต่อกระสอบ ภาคการขนส่งเองก็ย่ำแย่ นายกสมาคมขนส่งทางบกฯ ระบุว่า รถบรรทุกต้องจอดรอคิว 2 ชั่วโมงจนประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงลดฮวบ สมาพันธ์ SME ไทย ออกมาโวยว่าผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อนหนัก ขาดแคลนน้ำมันสำหรับขนส่งสินค้า ทำส่งมอบสินค้าล่าช้า ฉุดยอดขายดิ่ง หวั่นธุรกิจล้มเป็นโดมิโนพังพาบ

วิกฤติครั้งนี้แทรกซึมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา เมื่อเมรุในหลายจังหวัดต้องงดรับศพเพราะไม่มีน้ำมันเผา นี่คือภาพสะท้อนว่า “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้สร้างได้ด้วยการยกมือไหว้ขอโทษของข้าราชการ หรือการที่รัฐบาลได้บอกว่ามีระบบแก้ปัญหาแล้ว ย้ำตลอดว่าน้ำมันไม่ได้ขาด แต่ต้องสร้างด้วยมาตรการที่จับต้องได้และโปร่งใส

บทสรุปที่ยังรอคำตอบ : รัฐศาสตร์ หรือ เศรษฐศาสตร์?

มาตรการ "Flush" น้ำมันสำรองและการผ่อนผันรถบรรทุกวิ่ง 24 ชั่วโมง อาจช่วยบรรเทาอาการ “หัวจ่ายแห้ง” ตามที่นายกรัฐมนตรีขอเวลาคลี่คลายปัญหา 1-2 สัปดาห์ แต่ปมคาใจที่ว่า “ใครโกหก?” และ “น้ำมันหายไปไหน?” ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากรัฐบาลยังเลือกที่จะฟังตัวเลขจากข้าราชการในห้องแอร์ มากกว่าฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ดับสนิทในนาข้าว วิกฤติศรัทธาจะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่รุนแรงกว่าราคาน้ำมันโลก

เรื่องนี้ต้องถามประชาชนว่าคุณเชื่อหรือไม่ว่า น้ำมันหายไปเพราะชาวบ้านกักตุน? หรือคิดว่ามี "ไอ้โม่ง" ตัวจริงที่รัฐบาลไม่กล้าแตะ? มาตรการ "ราคาเดียว" จะช่วยให้เข้าคิวสั้นลงจริงหรือไม่?

ช่วยกันเปล่งเสียงออกมาให้ดังขึ้น เพราะเสียงของประชาชนคือคำตอบที่รัฐบาลต้องฟัง!

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   



Author

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ