
หัวใจของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีน้ำมัน แต่คือ “โครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว” รัฐบาลเลือกตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ไม่เกิน 30-33 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 ล้านบาท จนสร้างส่วนต่างระหว่างราคา “ขายปลีก” กับ “ขายส่งภาคอุตสาหกรรม (Jobber)” สูงถึง 11-18 บาทต่อลิตร
เมื่อของหน้าปั๊มถูกกว่าของหลังคลังน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรมและรถบรรทุกยักษ์ใหญ่จึงแห่กันมาแย่งน้ำมันที่ควรจะเป็นของชาวบ้านและเกษตรกร จนระบบกระจายสินค้าล่มสลาย แม้ล่าสุดรัฐจะสั่งให้ OR นำร่องขายราคาเดียวให้จ็อบเบอร์แล้ว แต่นี่คือการแก้ที่ปลายเหตุหรือเป็นการยอมรับว่า “นโยบายตรึงราคา” ได้กลายเป็นยาพิษที่ทำลายกลไกตลาดเสียเอง?
“น้ำมันสำรองมีพอใช้ 101 วัน”
คือประโยคทองที่กระทรวงพลังงานและศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประกาศกร้าวต่อหน้ากล้องทุกตัวในช่วงมีนาคม 2569
ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 104 วัน แต่ในโลกความเป็นจริงที่ประชาชนคนไทยต้องเผชิญ คือภาพของแกลลอนน้ำมันที่วางเรียงรายยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ความเหนื่อยล้าของโชเฟอร์รถปิกอัพ และรถบรรทุกที่ต้องจอดรอคิวข้ามคืนเพียงเพื่อขอเติมน้ำมัน พร้อมเจอกับป้าย “ดีเซลหมด” ที่ขึ้นเด่นหลาตามปั๊มต่างจังหวัด และลามเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพฯแล้ว
คำถามที่ดังของประชาชนทั้งประเทศในขณะนี้คือ “ถ้าน้ำมันไม่ขาด แล้วน้ำมันหายไปไหน?” และที่สำคัญกว่านั้น หากรัฐบาลยังยืนยันว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุน ทุกอย่างเป็นเพียงอาการตื่นตระหนก (Panic) ของประชาชนเอง... นี่คือการแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริง หรือเป็นการปัดความรับผิดชอบที่กำลังท้าทายศรัทธาของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุด?
ตัวเลขที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นานกว่า 4 ชั่วโมง คือกำลังการผลิตดีเซลที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่อุปสงค์พุ่งสูงถึง 84 ล้านลิตร รัฐบาลอธิบายส่วนต่าง 7 ล้านลิตรนี้ว่าเกิดจากการที่ชาวบ้านแห่ตุนน้ำมันใส่ถัง
แต่ประเด็นที่น่าคิดคือ ข้อมูลจาก "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. กลับพบพิรุธที่ลึกซึ้งกว่านั้น เมื่อปั๊มน้ำมันบางแห่งที่เคยได้รับโควตา 15,000 ลิตร กลับเหลือเพียง 5,000 ลิตร
คำถามคือ น้ำมันหมื่นลิตรที่หายไปในแต่ละวันนั้น “ระเหย” ไปในความวิตกกังวลของชาวบ้านจริงๆ หรือไหลออกไปสู่ช่องทางที่ได้กำไรมากกว่า?
ข้อสันนิษฐานเรื่องการ “ลักลอบส่งออกทางเรือ” เพื่อแสวงหากำไรจากราคาตลาดโลกที่สูงกว่าไทยกว่า 10 บาท ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครยอมแก้ผ้าดูให้ชัดๆ ทีละคนตามคำขู่
หัวใจของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีน้ำมัน แต่คือ “โครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว” รัฐบาลเลือกตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ไม่เกิน 30-33 บาท ผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบเพิ่มขึ้นวันละ 2,000 ล้านบาท จนสร้างส่วนต่างระหว่างราคา “ขายปลีก” กับ “ขายส่งภาคอุตสาหกรรม (Jobber)” สูงถึง 11-18 บาทต่อลิตร
เมื่อของหน้าปั๊มถูกกว่าของหลังคลังน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรมและรถบรรทุกยักษ์ใหญ่จึงแห่กันมาแย่งน้ำมันที่ควรจะเป็นของชาวบ้านและเกษตรกร จนระบบกระจายสินค้าล่มสลาย แม้ล่าสุดรัฐจะสั่งให้ OR นำร่องขายราคาเดียวให้จ็อบเบอร์แล้ว แต่นี่คือการแก้ที่ปลายเหตุหรือเป็นการยอมรับว่า “นโยบายตรึงราคา” ได้กลายเป็นยาพิษที่ทำลายกลไกตลาดเสียเอง?
ในขณะที่รัฐบาลขอให้ประชาชน “ใช้ชีวิตปกติ” แต่สำหรับชาวนาในชัยนาทและอุทัยธานี ชีวิตไม่ได้ปกติอีกต่อไป เมื่อน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องสูบน้ำไม่มี และราคาปุ๋ยพุ่งทะยานเกิน 1,000 บาทต่อกระสอบ ภาคการขนส่งเองก็ย่ำแย่ นายกสมาคมขนส่งทางบกฯ ระบุว่า รถบรรทุกต้องจอดรอคิว 2 ชั่วโมงจนประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงลดฮวบ สมาพันธ์ SME ไทย ออกมาโวยว่าผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อนหนัก ขาดแคลนน้ำมันสำหรับขนส่งสินค้า ทำส่งมอบสินค้าล่าช้า ฉุดยอดขายดิ่ง หวั่นธุรกิจล้มเป็นโดมิโนพังพาบ
วิกฤติครั้งนี้แทรกซึมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา เมื่อเมรุในหลายจังหวัดต้องงดรับศพเพราะไม่มีน้ำมันเผา นี่คือภาพสะท้อนว่า “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้สร้างได้ด้วยการยกมือไหว้ขอโทษของข้าราชการ หรือการที่รัฐบาลได้บอกว่ามีระบบแก้ปัญหาแล้ว ย้ำตลอดว่าน้ำมันไม่ได้ขาด แต่ต้องสร้างด้วยมาตรการที่จับต้องได้และโปร่งใส
มาตรการ "Flush" น้ำมันสำรองและการผ่อนผันรถบรรทุกวิ่ง 24 ชั่วโมง อาจช่วยบรรเทาอาการ “หัวจ่ายแห้ง” ตามที่นายกรัฐมนตรีขอเวลาคลี่คลายปัญหา 1-2 สัปดาห์ แต่ปมคาใจที่ว่า “ใครโกหก?” และ “น้ำมันหายไปไหน?” ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากรัฐบาลยังเลือกที่จะฟังตัวเลขจากข้าราชการในห้องแอร์ มากกว่าฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ดับสนิทในนาข้าว วิกฤติศรัทธาจะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่รุนแรงกว่าราคาน้ำมันโลก
เรื่องนี้ต้องถามประชาชนว่าคุณเชื่อหรือไม่ว่า น้ำมันหายไปเพราะชาวบ้านกักตุน? หรือคิดว่ามี "ไอ้โม่ง" ตัวจริงที่รัฐบาลไม่กล้าแตะ? มาตรการ "ราคาเดียว" จะช่วยให้เข้าคิวสั้นลงจริงหรือไม่?
ช่วยกันเปล่งเสียงออกมาให้ดังขึ้น เพราะเสียงของประชาชนคือคำตอบที่รัฐบาลต้องฟัง!
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -