“สิงห์บุรีโมเดล” ห้างท้องถิ่นยืนหยัดท่ามกลางคลื่นโมเดิร์นเทรด

Experts pool

Columnist

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

Tag

“สิงห์บุรีโมเดล” ห้างท้องถิ่นยืนหยัดท่ามกลางคลื่นโมเดิร์นเทรด

Date Time: 13 มี.ค. 2569 19:49 น.

Video

วิธีคิดแบบ Dyson ทำยังไง ให้บริษัทไปได้ไกลกว่าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ? | Digital Frontiers EP.57

Summary

หลายธุรกิจท้องถิ่นต้องถอยออกจากตลาด เมื่อโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ แต่ที่จังหวัดสิงห์บุรี เรื่องกลับเกิดขึ้นตรงกันข้าม หลัง Tops Plaza ที่ลงทุนกว่า 500 ล้านบาทต้องปิดตัว ห้างท้องถิ่นอย่าง “ไชยแสง” กลับกลายเป็นศูนย์กลางค้าปลีกของเมือง พร้อมดึงแบรนด์ดังทยอยเข้ามาเปิดร้านมากขึ้น

Latest


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่เร่งขยายสาขาไปทั่วประเทศ จนทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยต้องถอยออกจากตลาด แต่จังหวัดสิงห์บุรีกลับกลายเป็นกรณีศึกษาที่แตกต่างออกไป เมื่อห้างท้องถิ่นยังสามารถรักษาบทบาทในตลาดได้ แม้ต้องแข่งขันกับทุนค้าปลีกขนาดใหญ่

ศูนย์การค้าท็อปส์พลาซ่า สิงห์บุรี โครงการค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท บนทำเลถนนสายเอเชีย พร้อมร้านค้าและบริการมากกว่า 150 ร้าน เคยถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของจังหวัด อย่างไรก็ตาม หลังเปิดดำเนินการมาเกือบสิบปี โครงการได้ปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2569 เพื่อปรับปรุงพื้นที่และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็น “ไทวัสดุ” ศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างในเครือเดียวกัน

การปรับทิศทางครั้งนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของตลาดค้าปลีกในเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ สิงห์บุรีเองยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างต่ำในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเน้นการใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็น ขณะที่ตลาดสดและร้านค้าใกล้บ้านยังคงเป็นช่องทางหลักของการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวของโมเดิร์นเทรดกลับเปิดช่องให้ธุรกิจท้องถิ่นขยายบทบาทในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะ “ไชยแสง ดีพาร์ทเมนท์สโตร์” ห้างท้องถิ่นเก่าแก่ที่เริ่มต้นจากร้านขายผ้าเล็ก ๆ ในตลาดสดเมื่อปี 2508 ก่อนเติบโตเป็นศูนย์ค้าปลีกสำคัญของจังหวัด ซึ่งคนสิงห์บุรีคุ้นเคยกับการเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้

หลังการปิดตัวของท็อปส์พลาซ่า แบรนด์ค้าปลีกหลายรายเริ่มเข้ามาเปิดร้านในไชยแสงมากขึ้น โดยบางส่วนย้ายสาขามาจากโครงการเดิม ขณะที่บางแบรนด์ตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ เช่น Oppo, Vivo, Banana IT, Auntie Anne’s รวมถึงแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง Moshi Moshi และ Beautrium นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับร้านอาหารเชนรายใหญ่ เช่น MK และชาบูชิ เพื่อเข้ามาเปิดบริการเพิ่มเติมในอนาคต

การเข้ามาของแบรนด์เหล่านี้ทำให้ไชยแสงเริ่มมีร้านแม่เหล็ก หรือ Magnet Brand ที่ช่วยดึงทราฟฟิกของศูนย์การค้าได้มากขึ้น

“เอกภูมิ ตรีชัยรัศมี” ผู้บริหารไชยแสง เปิดเผยว่า ห้างได้ปรับโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ โดยรีโนเวตพื้นที่ชั้น 1 จากรูปแบบห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมมาเป็นพื้นที่เช่าสำหรับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการร้านค้าเฉพาะทางและบริการที่หลากหลายมากขึ้น

โมเดลดังกล่าวทำให้ห้างมีรายได้จากค่าเช่าและส่วนแบ่งยอดขายมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการบริหารสต็อกสินค้าเอง ขณะเดียวกันการมีร้านอาหาร ร้านไอที และร้านไลฟ์สไตล์จำนวนมากยังช่วยสร้าง Tenant Mix ที่สมดุล ทำให้ลูกค้าใช้เวลาในศูนย์การค้านานขึ้น

ปัจจุบัน “ไชยแสง” ได้พัฒนาจากห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นไปสู่ศูนย์ค้าปลีกครบวงจร ประกอบด้วย ไชยแสง ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ไชยแสง ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งให้บริการทั้งค้าปลีกและค้าส่ง และ CS Park ศูนย์รวมร้านอาหารและความบันเทิง บนพื้นที่รวมกว่า 50 ไร่ โดยสาขา CS Park ล่าสุดมีร้านอาหารและแบรนด์ดังเข้ามาเปิดบริการ เช่น KFC และร้านอาหารพันท้าย ทำหน้าที่เป็นศูนย์การค้าชุมชนรองรับลูกค้าจากพื้นที่รอบนอก

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “คุ้มจริง by ไชยแสง” ที่ร่วมมือกับร้านโชห่วยในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่น ปัจจุบันธุรกิจทั้งหมดของกลุ่มมียอดขายรวมทะลุหลักพันล้านบาทต่อปี

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือการขยายธุรกิจซูเปอร์สโตร์ไปยังอำเภออินทร์บุรี ด้วยการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนเมษายนนี้ บนพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางเมตร โดยพัฒนารูปแบบร้านที่รองรับทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคทั่วไป ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่

การมีศูนย์ค้าส่งในระดับอำเภอช่วยให้ร้านค้าในชุมชนสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม ลดต้นทุนการเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าจากตัวเมือง และยังเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรและสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายในระบบค้าปลีกสมัยใหม่มากขึ้น

แม้เศรษฐกิจของจังหวัดสิงห์บุรีจะเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างประชากรสูงวัย และการย้ายถิ่นของแรงงานวัยหนุ่มสาวไปยังเมืองใหญ่ แต่กรณีของไชยแสงทำให้เห็นว่า ค้าปลีกท้องถิ่นยังมีข้อได้เปรียบที่โมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ไม่อาจทดแทนได้ นั่นคือความเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้า

กรณีของสิงห์บุรีจึงทำให้เห็นชัดว่า ตลาดค้าปลีกในเมืองเล็กไม่ได้ตัดสินกันที่ขนาดของเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่

“สิงห์บุรีโมเดล” จึงกลายเป็นตัวอย่างของค้าปลีกท้องถิ่นที่ใช้ความใกล้ชิดกับชุมชนเป็นจุดแข็ง จนสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของทุนค้าปลีกขนาดใหญ่


Author

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ