ธุรกิจอาเซียนไม่ควรมองข้าม  “EU AI Act”  กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรก ที่กำลังสร้างกรอบกติกาโลก

Experts pool

Columnist

โรนัลด์ ชาน

โรนัลด์ ชาน

Tag

ธุรกิจอาเซียนไม่ควรมองข้าม “EU AI Act” กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรก ที่กำลังสร้างกรอบกติกาโลก

Date Time: 6 ก.พ. 2569 14:29 น.

Video

เปย์ตัวเองมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อ 'ลูก' ให้ดีที่สุด กับ แอริน ยุกตะทัต l Money Secret EP.17

Summary

กฎหมาย AI Act ของ EU มีผลบังคับใช้ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอาเซียน

  • กฎหมายกำหนดบทลงโทษรุนแรง ปรับสูงสุด 7% ของรายได้รวมทั่วโลกหากละเมิด
  • ธุรกิจต้องปรับตัวโดยตรวจสอบระบบ AI, ผนวกจริยธรรม, และสร้างความโปร่งใส
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย EU กลายเป็นมาตรฐานระดับสากล
  • ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

Latest


สหภาพยุโรป (EU) กำลังเร่งดำเนินการจัดระเบียบและกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับหลักอย่าง "กฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งสหภาพยุโรป" หรือ EU AI Act กำลังเผชิญกับสภาวะชะงักงันและแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม

สำหรับภาคธุรกิจในอาเซียนเรื่องนี้มิใช่เพียงประเด็นไกลตัวที่เกิดขึ้น ณ กรุงบรัสเซลส์เท่านั้น เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มี "ผลใช้บังคับครอบคลุมนอกเขตอำนาจศาล" (Extraterritorial Reach) เช่นเดียวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ที่เคยประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ผู้ส่งออกทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์เครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ หรือการให้บริการต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดของยุโรปในเร็ว ๆ นี้

การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในปี 2025 และจะทยอยประกาศใช้เป็นลำดับขั้นจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2027 โดยบทบัญญัตินี้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งอาจรวมถึงการปรับเป็นมูลค่าสูงสุดถึง 7% ของรายได้รวมทั่วโลกของบริษัทที่เกี่ยวข้องหากเกิดการละเมิด ด้วยเหตุนี้ ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจในอาเซียนจึงไม่ใช่การพิจารณาว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะส่งผลกระทบหรือไม่ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า แต่ละบริษัทจะสามารถยกระดับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันได้รวดเร็วเพียงใด

เลือกความสามารถในการแข่งขันหรือการถูกบังคับควบคุม?

หัวใจสำคัญของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งสหภาพยุโรป (AI Act) มีเป้าหมายสองประการที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ในที นั่นคือ การที่สหภาพยุโรปปรารถนาจะเป็นผู้นำโลกด้านการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีนวัตกรรมโลกเอาไว้

จากการสำรวจล่าสุดของ เพนตา (Penta) ซึ่งสอบถามความเห็นของผู้กำหนดนโยบายระดับสูงกว่า 1,500 ราย ทั้งในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่า กว่า 46% ของเจ้าหน้าที่ในสหภาพยุโรป จัดให้ประเด็นเรื่อง AI เป็นหนึ่งในสามลำดับความสำคัญสูงสุด (Top 3) ของการออกกฎระเบียบและข้อบังคับ

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้แก่เหล่าผู้นำในภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กว่า 40 รายจากบริษัทชั้นนำของยุโรป รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ASML และ Siemens ได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการ "ชะลอการบังคับใช้กฎหมาย" ออกไปเป็นเวลา 2 ปี พร้อมทั้งให้สัญญาณเตือนว่า ข้อบัญญัติที่มีความซ้ำซ้อนและภาระผูกพันที่หนักอึ้งเกินควร อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ยุโรปจำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

ในปัจจุบันประเด็น "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" ได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุดทางการเมืองในกรุงบรัสเซลส์ แม้ว่ากระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดขั้นตอนของกฎระเบียบต่าง ๆ ให้มีความเรียบง่ายขึ้นนั้นจะมีมาอย่างยาวนานหลายปี แต่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันและความเสี่ยงให้สูงขึ้นอย่างยิ่ง ส่งผลให้กฎหมาย AI Act ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องให้เป็นกรอบแนวทางที่สำคัญระดับโลก กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกเทคโนโลยีเองพัฒนาล้ำหน้าจนกฎหมายตามไม่ทัน

สำหรับภาคธุรกิจในเอเชีย สภาวะความตึงเครียดดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น อย่างไรก็ตามในวิกฤตนี้ยังคงมีโอกาสแฝงอยู่ โดยบริษัทที่สามารถปรับตัวได้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Audit) การผนวกหลักจริยธรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบ และการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส จะสามารถสร้างความโดดเด่นและจุดแข็งในตลาดที่ "ความเชื่อมั่น" กำลังทวีบทบาทสำคัญจนกลายเป็นมูลค่าหลักในการตัดสินใจเลือก

มาตรฐานโลกกับการตีความในระดับประเทศ

แม้กฎหมาย AI Act จะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในระดับสหภาพยุโรป แต่ในทางปฏิบัตินั้นทิศทางการบังคับใช้จะถูกหล่อหลอมไปตามวาระความสำคัญของแต่ละประเทศสมาชิก ตัวอย่างเช่น จากการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะของเราชี้ให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายในประเทศเยอรมนีและอิตาลีมักเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI เข้ากับความยั่งยืนในวาระด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม (Green Agenda) ในขณะที่ผู้กำหนดนโยบายในฝรั่งเศสกลับให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะความรู้และความซื่อสัตย์ทางวิชาการเป็นหลัก

ดังนั้น จึงชัดเจนสำหรับผู้ส่งออกจากอาเซียนแล้วว่าแม้สหภาพยุโรปจะบัญญัติกฎหมายร่วมกันในฐานะกลุ่มความร่วมมือ (Bloc) แต่ในด้านการบังคับใช้นั้นจะสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางด้านการเมืองที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ดังนั้น บริษัทที่ดำเนินธุรกิจการค้ากับยุโรปต้องเตรียมพร้อมรับการตรวจสอบที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความถูกต้องทางเทคนิคเท่านั้น แต่รวมถึงระบบ AI ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคุณค่าเชิงจริยธรรมและสังคมในบริบทที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศด้วย

ในขณะเดียวกันประเทศในภูมิภาคอาเซียนเองก็กำลังก้าวไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยมีการจัดทำ “แนวทางปฏิบัติด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งอาเซียน” (ASEAN AI Guide) และ “แผนงานด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบแห่งอาเซียน” (ASEAN Responsible AI Roadmap) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติโดยสมัครใจในหลักการด้านความเข้มงวดของความเป็นธรรมและความโปร่งใส ขณะที่รัฐบาลในแต่ละประเทศต่างกำลังทดลองใช้มาตรการต่างๆ ที่ปรับแต่งให้สอดรับกับบริบทความต้องการภายในประเทศของตน

ในส่วนของระดับประเทศ อินโดนีเซียกำลังทดสอบระบบ “Regulatory Sandbox” (พื้นที่ทดลองนวัตกรรมภายใต้การผ่อนปรนกฎระเบียบ) ในกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ขณะที่มาเลเซียตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับโลกด้านเทคโนโลยี AI ส่วนสิงคโปร์ได้เปิดตัวชุดเครื่องมือ “AI Verify toolkit” เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สามารถทดสอบระบบของตนตามเกณฑ์มาตรฐานด้านความเป็นธรรมและความโปร่งใส

อย่างไรก็ตามขีดความสามารถในการกำกับดูแลยังคงมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก โดยบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมมากกว่าในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Frameworks) ในขณะที่วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของเศรษฐกิจอาเซียน มักประสบปัญหาขาดแคลนทั้งแหล่งเงินทุนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐาน AI สากลที่กำลังก่อตัวขึ้น

สำหรับองค์กรที่มุ่งหวังจะดำเนินธุรกิจในยุโรป ลำพังเพียงแนวทางปฏิบัติโดยสมัครใจ (Voluntary codes) นั้นย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากการวางโครงสร้างระบบให้มีความโปร่งใส (Transparency) การตรวจสอบได้ (Auditability) และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ (Human oversight) อย่างเป็นรูปธรรมและฝังรากลึกในกระบวนการทำงาน จะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ใครจะเป็นผู้ที่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

อาเซียนท่ามกลางโมเดลกำกับดูแล AI ของโลก

แน่นอนว่าสหภาพยุโรปมิใช่เพียงผู้เล่นเดียวที่มีบทบาทในการกำหนดกฎระเบียบด้าน AI เนื่องจากสหรัฐอเมริกายังคงยึดมั่นในรูปแบบการกำกับดูแลรายอุตสาหกรรม (Sectoral model) ที่เน้นนวัตกรรมเป็นลำดับแรก

ในขณะที่ทางฝั่งเอเชีย ประเทศจีนได้ประกาศใช้กฎระเบียบที่มีผลผูกพันทางกฎหมายครอบคลุมทั้งเรื่องปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ความโปร่งใสของอัลกอริทึม และการระบุแหล่งที่มาของเนื้อหา (Content labelling) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในทำนองเดียวกัน “กฎหมายแม่บทด้าน AI” ของเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2026 จะมุ่งเน้นการกำกับดูแลระบบ AI ที่ส่งผลกระทบสูงในด้านสาธารณสุข การเงิน และการศึกษา

ภูมิภาคอาเซียนกำลังยืนอยู่บนทางแยกท่ามกลางแนวทางการกำกับดูแลที่แตกต่างกันเหล่านี้ โดยบริษัทที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานของยุโรปได้นั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยรับประกันโอกาสในการเข้าถึงตลาดกลุ่มสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันและความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดของจีน ตลอดจนความคาดหวังที่มุ่งเน้นด้านนวัตกรรมของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็น “บรรทัดฐานระดับสากล” (Global Baseline) ไปในที่สุด

นอกจากนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ร่วมกันเผยแพร่แนวทางการดำเนินงานเพื่อปกป้องพัฒนาการของเด็ก ท่ามกลางการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ดังนั้นผู้ส่งออกในภูมิภาคอาเซียนควรเตรียมพร้อมรับการตรวจสอบในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ การศึกษา หรือประสบการณ์บนโลกดิจิทัลของเด็กและเยาวชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในปัจจุบัน ข้อถกเถียงด้านจริยธรรมมิอาจแยกออกจากมิติทางการเมืองได้อีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากการที่ฝรั่งเศสผลักดันให้มีการบังคับใช้ระบบยืนยันอายุ (Age Verification) ทั่วทั้งสหภาพยุโรป และการที่ไอร์แลนด์มุ่งเน้นในประเด็นการคุ้มครองเด็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎระเบียบด้าน AI กำลังรุกคืบเข้าสู่ขอบเขตที่มีความละเอียดอ่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่อาจเลี่ยงได้

ความเสี่ยงและโอกาสของอาเซียน

แม้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI จะกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน แต่ความพร้อมในแต่ละภาคส่วนยังคงมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก หลายบริษัทในปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนการทดลองวางกลยุทธ์ด้านข้อมูล โดยยังขาดโครงสร้างกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสากล แม้ช่องว่างดังกล่าวจะถือเป็นความเสี่ยงประการหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับองค์กรที่สามารถเร่งปรับตัวเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้ก่อนใคร

ผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้การตรวจสอบมาตรฐานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจในยุโรปได้ ในขณะที่บริษัทในกลุ่มเฮลธ์แคร์และเทคโนโลยีสามารถชูจุดเด่นเรื่องความโปร่งใสและความเป็นธรรม เพื่อใช้เป็นจุดขายสำคัญในการทำสัญญาการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ให้บริการด้านการเงิน การปรับเปลี่ยนกรอบการบริหารความเสี่ยงให้สอดรับกับความคาดหวังของสหภาพยุโรป จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เหล่านักลงทุนได้อีกต่อ

แม้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียจะมีการตอบสนองต่อสถานการณ์นี้อย่างรวดเร็ว แต่การริเริ่มและดำเนินงานโดยภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากบริษัทที่ตัดสินใจลงทุนลงแรงในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) ตั้งแต่วันนี้ จะกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานธุรกิจ (Benchmarks) สำหรับวันข้างหน้า

‘ความไว้วางใจ’ ในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์

สหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการปรับลดขั้นตอนให้มีความเรียบง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่อย่างไรก็ดี การผ่อนปรนข้อกำหนดด้านการรายงานผลนั้น ไม่ควรถูกตีความผิดว่าเป็น "การยกเว้น" หรือการยกเลิกพันธกรณี แต่ควรถูกมองว่าเป็นคำเชิญชวนให้ภาคธุรกิจเร่งก้าวเข้ามามีบทบาทเชิงรุกเพื่อร่วมกำหนดทิศทางอนาคต และแปรเปลี่ยนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ให้กลายเป็น "จุดต่าง" ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจในอาเซียน แนวทางปฏิบัติที่ควรมีความชัดเจนยิ่งประการแรกคือ "การพูดจาภาษาเดียวกันกับผู้กำหนดนโยบาย" เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลมุ่งหวังให้ AI ตอบโจทย์เป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง มิใช่เพียงการแสวงหากำไรสูงสุดเท่านั้น ดังนั้น บริษัทที่สามารถนำเสนอโครงการในมิติของ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" จะได้รับความน่าเชื่อถือที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ธุรกิจต้อง "ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยและจริยธรรม" ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ การพัฒนาแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลที่มีความมั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือ การสร้างระบบที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ (Interoperability) และการผนวกขีดความสามารถในการตรวจสอบ (Auditability) เข้าไปในขั้นตอนการออกแบบระบบ ท้ายที่สุดคือการ "ลงทุนในด้านการศึกษาและความโปร่งใส" โดยการจัดฝึกอบรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และโครงการนำร่อง ยังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะบูรณาการ AI ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

บริษัทที่ชิงลงมือตั้งแต่วันนี้จะได้รับโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่เหนือกว่า และการเข้าถึงตลาดที่เปิดกว้างได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เพราะในระบบเศรษฐกิจ AI ยุคใหม่นี้ "ความเชื่อมั่น" จึงมิได้เป็นเพียงแค่คุณธรรมประการหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง

ควรคว้าโอกาสจากการเชิญชวนของสหภาพยุโรป

ภาคธุรกิจในอาเซียนไม่อาจมองว่ากฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรปเป็นเพียงกฎระเบียบที่ไกลตัวได้อีกต่อไป เนื่องจากขอบเขตการบังคับใช้ที่ครอบคลุมไปทั่วโลก (Extraterritorial Reach) จะส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทิศทางการไหลเวียนของเงินลงทุน ตลอดจนความคาดหวังของผู้บริโภคเสียใหม่

ดังนั้นผู้ชนะในสมรภูมินี้คือผู้ที่กล้าคว้าเอาการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) มาเป็นโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ พร้อมทั้งสร้างชื่อเสียงในด้านความปลอดภัย จริยธรรม และความโปร่งใส ให้เป็นที่ยอมรับอย่างไร้พรมแดน

สหภาพยุโรปได้ส่งคำเชิญออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บัดนี้จึงขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจในอาเซียนเองแล้วว่าจะตอบรับโอกาสนี้หรือไม่ ซึ่งการตอบรับนั้นจะไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่งชี้ด้วยว่าธุรกิจของท่านมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย




ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -