Winner Takes All เมื่อสงครามเทคโนโลยี เป็นเกราะป้องกันในสงครามการค้า

Experts pool

Columnist

Tag

Winner Takes All เมื่อสงครามเทคโนโลยี เป็นเกราะป้องกันในสงครามการค้า

Date Time: 1 ก.พ. 2569 10:15 น.

Video

 จ่ายแพง เรียนหนัก แต่ทักษะไม่ตรงตลาด ถกการศึกษาไทยในยุค AI ? | Digital Frontiers EP.54 Special Talk

Summary

ประเทศไทย ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 53% ซึ่งทำให้การส่งออกไทยในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 13% แม้จะเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลายรูปแบบ สะท้อนว่าไทยได้รับอานิสงส์จากคลื่นลงทุน AI เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทบาทของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังอยู่ในช่วงปลายน้ำเป็นหลัก


Latest


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามรักษาสถานะมหาอำนาจของโลก ท่ามกลางการแข่งขันของจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจร่วม ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การแข่งกันในเชิงอำนาจทางการทหารเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะคุมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในอนาคต ภาพการแข่งขันของสองมหาอำนาจที่เห็นนี้อาจมองได้เป็นสองสมรภูมิรบ คือ “สงครามการค้า” ที่มุ่งใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อลดความได้เปรียบของคู่แข่ง และ “สงครามเทคโนโลยี” ที่ช่วงชิงความได้เปรียบในเทคโนโลยีสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ในช่วงหลังนี้ เส้นแบ่งระหว่างสองสมรภูมินี้กำลังจางลงอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในตลาดโลก แต่กลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผูกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร การดำเนินนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำกับด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงมากขึ้น มหาอำนาจไม่ได้เจรจากันแค่เรื่องดุลการค้าหรือกำแพงภาษีนำเข้า แต่เจรจากันเรื่องสิทธิ์และเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ออกนโยบายจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงของจีน ขณะที่จีนออกมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare earth) ไปสหรัฐฯ หลายครั้ง

สองสมรภูมินี้หลอมรวมกันชัดเจนขึ้นในช่วงรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบกับสินค้านำเข้าจากเกือบทุกประเทศ ขณะที่ภาษีประเทศส่วนใหญ่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีสินค้าทั่วไปลงมาอยู่ที่ 10 - 20% แต่ไม่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้มากนัก เช่น สินค้าหมวดเหล็กและอะลูมิเนียมถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดถึง 50% สินค้าหมวดยานยนต์ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 25%

ผลที่เกิดขึ้นกับการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ของสหรัฐฯ ค่อนข้างจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มเหล็กและยานยนต์ของสหรัฐฯ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวถึง 16% และ 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ ผู้ส่งออกหลายรายต้องลดราคา หาตลาดใหม่ หรือเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ หรือประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าในอัตราต่ำ ภาษีนำเข้าจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของสหรัฐฯ

แต่หากมองไปที่การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมใหม่ที่มีผู้ผลิตน้อยราย และทดแทนกันได้ยาก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ของสหรัฐฯ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 20% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของประเทศผู้ผลิตชิปสำคัญอย่างไต้หวันที่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตถึง 177% ในปี 2568

ความย้อนแย้งนี้เกิดจากการที่สหรัฐฯ ยังไม่ปรับขึ้นภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวม แม้เป้าหมายหลักของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ คือการลดการขาดดุลการค้าและดึงฐานผลิตอุตสาหกรรมสำคัญกลับมาลงทุนในประเทศ แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำในการออกแบบชิปประมวลผลขั้นสูง (High-end semiconductors) แต่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถผลิตชิปประมวลผลขั้นสูงตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายได้ในประเทศ และยังอยู่ในสภาวะพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานชิปในเอเชียสูงมาก

แนวรบที่ยังเหลืออยู่ของสหรัฐฯ : AI

ในมิติของสงครามเทคโนโลยี เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและมีนัยต่อความมั่นคงอย่าง AI ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนพัฒนาความสามารถในการผลิตสินค้าอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากที่เคยเป็นโรงงานของโลก เน้นผลิตสินค้าราคาถูกจากความได้เปรียบด้านขนาด กลับกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เร่งตัวต่อเนื่อง กลายเป็นเสาค้ำยันหลักของสหรัฐฯ ในการรักษาความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าชิปประมวลผลขั้นสูง ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่บริษัทเทคโนโลยีในประเทศทันที เนื่องจากชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบป้อนให้อุตสาหกรรมไอทีเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานของกระแสการลงทุนใน AI ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น โครงการลงทุนจะชะลอออกไป การรักษาความสามารถในการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีอาจสะดุดลง ส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น และความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ในระยะยาว

สหรัฐฯ จึงเหลือแนวรบไม่กี่แนวที่ยังนำหน้าจีนอยู่ โดย AI จัดเป็นหนึ่งในแนวรบที่สำคัญมากกับสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ชิปประมวลผลขั้นสูง จึงเปรียบเสมือน “คอขวด” ของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ต่อให้ส่วนประกอบอื่นที่ใช้ในการพัฒนา AI ผลิตได้มากและเร็ว แต่ถ้าชิปประมวลผลขั้นสูงมีจำกัด การพัฒนา AI ของสหรัฐฯ ก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ และตรงนี้เองที่ทำให้สงครามเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกัน” ในสงครามการค้า

“ผลิตได้ไม่กี่คน” สำคัญกว่า “ผลิตได้ถูกกว่า”

สงครามการค้าที่ควบรวมกับสงครามเทคโนโลยี กำลังผลักดันโลกไปสู่โครงสร้างการผลิตในลักษณะ “Winner Takes All” โดยผู้ที่รักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนสูงและมีตัวสำรองจำกัด เช่น ในอุตสาหกรรมชิป จะมีอำนาจการต่อรองสูงมาก และไม่มีใครสามารถมาแบ่งหรือแย่งผลประโยชน์ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบทบาทของผู้ผลิตชิประดับแนวหน้าอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ของไต้หวันที่มีความสำคัญก้าวข้ามขอบเขตของธุรกิจไปสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical asset) ที่อยู่ในสมการการวางกลยุทธ์ความมั่นคงของทั้งสหรัฐฯ และจีน

เมื่ออำนาจการต่อรองมาจากผู้ผลิตที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ กติกาการแข่งขันในสมรภูมิการค้าและเทคโนโลยีโลกจึงไม่ใช่แค่ “ใครผลิตได้ถูกกว่า” แต่เป็น “ขาดใครไม่ได้” ในสมรภูมิรบระหว่างสองมหาอำนาจ ประเทศหรือบริษัทที่ครองมาตรฐาน เทคโนโลยี เครื่องมือ หรือองค์ความรู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น จะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตทุกอย่างได้ในราคาถูกกว่าดังเช่นในกรณีของไต้หวัน

เนื่องจากสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศอยู่ สหรัฐฯ จึงต้องเดินเกมสองทางพร้อมกัน คือ (1) ใช้มาตรการด้านเทคโนโลยีเพื่อจำกัดความสามารถของจีนในการพัฒนา AI และชิปประมวลผลขั้นสูงซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี AI ผ่านมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง และ (2) เร่งพัฒนาฐานการผลิตชิปในประเทศ จากการเพิ่มศักยภาพผู้ผลิตเดิมในประเทศและการดึงดูดผู้ผลิตชั้นนำในต่างประเทศให้สร้างฐานการผลิตในสหรัฐฯ ผ่านนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อทยอยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เนื่องจากการสร้างโรงงานผลิตชิปต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง รวมทั้งบุคลากรทักษะสูงที่สั่งสมประสบการณ์ยาวนาน ซึ่งหมายความว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน โลกและสหรัฐฯ จะยังต้องพึ่งพาแหล่งผลิตเดิมต่อไป และประเทศผู้ผลิตชิปในเอเชียยังได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI

ไทยได้ประโยชน์จากกระแส AI แต่โจทย์คือไทยจะอยู่ตำแหน่งนี้ได้อีกนานแค่ไหน

สำหรับประเทศไทย ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 53% ซึ่งทำให้การส่งออกไทยในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 13% แม้จะเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลายรูปแบบ สะท้อนว่าไทยได้รับอานิสงส์จากคลื่นลงทุน AI เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทบาทของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังอยู่ในช่วงปลายน้ำเป็นหลัก คือการประกอบและทดสอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญของการผลิต แต่ยังไม่ใช่ส่วนที่สร้างอำนาจต่อรองสูงเท่าการออกแบบหรือการผลิตขั้นต้น เห็นได้จากการนำเข้าวัตถุดิบของไทยในปีที่ผ่านมาที่เติบโตสูงมากเช่นเดียวกับการส่งออก ทำให้ผลดีของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่มากเท่าประเทศที่ครองตำแหน่งต้นน้ำมูลค่าเพิ่มสูงกว่าในห่วงโซ่การผลิต เช่น ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “วันนี้ไทยได้ประโยชน์จากห่วงโซ่การผลิตโลกหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะยืนในตำแหน่งนี้ได้นานแค่ไหน” ในยุคที่มหาอำนาจเร่งกระจายความเสี่ยงและออกแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ หากการแข่งขันอุดหนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงการผลิตกลับประเทศมหาอำนาจรุนแรงขึ้น ความจำเป็นในการพึ่งพาศูนย์กลางการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจลดน้อยลงไป ทำให้ประเทศเหล่านี้อาจเผชิญความท้าทายในการรักษาฐานการผลิต

ในโครงสร้างการผลิตแบบ Winner Takes All ทางรอดไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันให้ไทยผลิตได้ถูกกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การขยับเข้าไปใกล้จุดที่ห่วงโซ่ขาดไม่ได้ให้มากที่สุด ประเทศที่จะอยู่รอดได้นั้นจะไม่ตั้งคำถามว่า “เราผลิตอะไรได้บ้าง” แต่จะต้องตั้งคำถามว่า “อะไรที่ต้องผลิตที่ไทย” สำหรับไทย จึงหมายถึงการยกระดับจากบทบาทปลายน้ำที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่บทบาทที่แข่งขันด้วยความชำนาญเฉพาะทาง มาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และระบบนิเวศ ที่ทำให้การย้ายฐานออกจากไทยทำได้ยากและมีต้นทุนสูง

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

นนท์ พฤกษ์ศิริ

นนท์ พฤกษ์ศิริ
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)