
ปี 2568 การส่งออกสินค้าของไทย หักปากกาเซียนทุกสำนัก สามารถฝ่ามรสุมที่ถาโถมอย่างหนัก และสารพัดปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จ!!
โดย “สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า” หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 11.138 ล้านล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์!!
และมีอัตราขยายตัวถึง 12.9% เทียบกับปี 2567 ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี จากเป้าหมายขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น
แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้า 6 หมวด ทั้งเชื้อเพลิง, สินค้าทุน เช่น เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่างๆ, สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป ที่นำมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก, สินค้าอุปโภคบริโภค, ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง และอาวุธ ยุทธปัจจัย สินค้าอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าถึง 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 11.448 ล้านล้านบาท ขยายตัว 12.9% สูงสุดรอบ 3 ปี
จากมูลค่าการนำเข้าที่มากกว่ามูลค่าการส่งออกเช่นนี้ ส่งผลให้ปี 2568 ไทยมีดุลการค้าขาดดุล 5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขาดดุล 310,286 ล้านบาท เปรียบเสมือนกับทำธุรกิจขาดทุน!!
ขณะที่เฉพาะเดือนธ.ค.2568 มีมูลค่าส่งออก 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 931,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% เทียบเดือนธ.ค.2567 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 และมีมูลค่านำเข้า 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 954,831 ล้านบาท ขยายตัว 18.8% ขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 23,532 ล้านบาท
แต่ในการขาดดุลการค้าโดยรวม ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐฯต่อเนื่องอีกปี แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามใช้มาตรการกำแพงภาษีสกัดสินค้านำเข้า และสร้างความสมดุลทางการค้าก็ตาม
โดยเดือนธ.ค.2568 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 5,095.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2568 ได้ดุล 51,361.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน่าจะทำให้สหรัฐฯต้องเร่งแก้ปัญหาขาดดุลการค้ากับไทย และนำทุกมาตรการออกมาใช้ ส่วนจีน ไทยก็ยังคงขาดดุลการค้าต่อเนื่องอีกเช่นกัน เดือนธ.ค.2568 ไทยขาดดุล 7,246 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2568 ขาดดุลที่ 67,892.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งออกเดือนธ.ค.2568 มีมูลค่าสูงมาก มาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เดือนธ.ค.68 เติบโต 52.8% และทั้งปี 38.3% จากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีตอบโต้ 19% ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วน 25% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เดือนธ.ค.2568 เติบโต 17.2% และปี 68 เติบโต 10.8% มีสัดส่วน 10% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย
ประกอบกับ การส่งออกไปสหรัฐฯยังคงขยายตัวสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าในอัตราสูง อีกทั้งผู้ส่งออกไทยยังสามารถกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ แม้การส่งออกสินค้าเกษตรหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก และค่าเงินบาทแข็งค่าที่ทำให้ราคาส่งออกสินค้าไทยแพงกว่าคู่แข่ง
ด้านตลาดส่งออกสำคัญเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 54.3%, สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 17.2%, อาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่ม 13.1%, จีน เพิ่ม 4.4%, ญี่ปุ่น เพิ่ม 8.6% แต่ซีแอลเอ็มวี ลด 11.4% จากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด และปิดด่านบางส่วนระหว่างไทย-เมียนมา
สำหรับปี 2569 “นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการ สนค. ชี้ให้เห็นภาพว่า ยังคงมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส โดยความเสี่ยงสำคัญมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะทำให้ห่วงโซ่การผลิต และการค้าโลกเปลี่ยนแปลง รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท
แต่ยังมีโอกาสหากเศรษฐกิจโลกฟื้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรง วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตต่อเนื่อง หลายประเทศสำรองอาหารเพื่อความมั่นคง และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดีย ลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง รวมทั้งการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับใหม่ที่จะบังคับใช้ปีนี้
ประเมินว่า การส่งออกปี 2569 ขยายตัวติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1% เมื่อเทียบปี 2568 มีค่ากลางลบ 1.1 มูลค่ารวม 329,106.3-343,371 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยต่อเดือน 27,425.5-28,614.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยปลาบปลื้มยินดีกับมูลค่าส่งออก ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อคิดเป็นเม็ดเงินที่ตกกับคนไทย และประเทศไทยแล้วแทบไม่เหลือ เพราะไทยขาดดุลการค้า หรือทำธุรกิจขาดทุน
และที่สำคัญ สินค้าส่งออก ที่มีมูลค่าสูงๆ เกือบทั้งหมดเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ที่ลงทุนโดยต่างชาติ เมื่อส่งออกได้แล้วจะส่งเงินกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศ คนไทยจะได้เพียงการจ้างงานเท่านั้น
ข้อมูล สนค. ระบุว่า มูลค่าส่งออกไทยทั้งหมด หรือปี 2568 ที่กว่า 11.1 ล้านล้านบาท เป็นการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยเพียง 30% แต่อีก 70% เป็นของบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติ
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าเกษตร ที่สร้างรายได้ให้คนไทยเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับมีมูลค่าส่งออกไม่มากนัก มิหนำซ้ำสินค้าเกษตร ติดลบเกือบทุกตัว ทั้งข้าว ยางพารา ฯลฯ ซึ่งฉุดราคาในประเทศให้ร่วงลง กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร
จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาล ที่จะนำพาภาคเกษตรฝ่ามรสุมส่งออกไปให้ได้ เพื่อนำรายได้เข้าประเทศให้ได้มากที่สุด และยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย และคนไทย พร้อมๆ กับเดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต และการส่งออกให้ทันสมัย และทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน ที่มีความเสี่ยงรอบด้าน
เพื่อให้ไทย ยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้เข้าประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคง!!
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney