
ในวันที่สหรัฐฯ กำลังเขย่าโลกทุกวิถีทาง ทั้งการเพิ่มความกดดันผ่านการประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับแทบทุกประเทศทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ขณะที่เพียงแค่เริ่มต้นปี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากการรุกรานทางทหารกับประเทศเวเนซุเอลา ยึดน้ำมันดิบจำนวนมากกลับมาเป็นของสหรัฐฯ
เรายังต้องจับตาปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่จะมีต่อประเทศอื่นๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สหรัฐฯ ต้องการ ทั้งปฏิบัติการต่ออิหร่าน และอาจจะรวมถึงกรีนแลนด์ โคลอมเบีย ในระยะต่อไป เพราะแม้ว่าวันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ จะลดท่าทีอันแข็งกร้าวลง โดยระบุว่า เขาไม่ต้องการที่จะทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านหลีกเลี่ยงการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้หมายความว่า ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน และสหรัฐฯ จะลดลง
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอีกขั้วมหาอำนาจของโลก โดยเฉพาะจีน อินเดีย และสหภาพยุโรป รวมทั้งรัสเซีย ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการกระทำของสหรัฐฯ ในตอนนี้
“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเมือง รวมทั้ง ความหวาดวิตกว่า จะเกิด “สงคราม” ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก จึงกลายมาเป็น “ความเสี่ยงอันดับหนึ่ง” ของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ และแรงกดดันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังกระทบความเชื่อมั่นของตลาดเงิน ตลาดทุน เป็นอีกผลหนึ่งให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปั่นป่วนมากขึ้น โดยนักลงทุนทั่วโลกพยายาม “หาที่หลบภัย” หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ราคาสินทรัพย์ของโลกผันผวนสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยนอกเหนือจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยระยะกลาง นักลงทุนจับตาคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งในขณะนี้คาดกันว่า จะมีคำตัดสินออกมาในช่วงเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ "เจอโรม พาวเวล" ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อยู่ระหว่างการถูกสอบสวนทางกฎหมาย รวมทั้งการที่ “ทรัมป์” ได้ระบุว่า จะประกาศชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนพาวเวล ซึ่งจะครบวาระในอีก 6 เดือน ในสัปดาห์หน้า อาจทำให้เห็นทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์ทองคำ ระบุว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจ และการเมืองโลก ทำให้“ราคาทองคำ” ในปีนี้ที่พุ่งขึ้นสูงทำลายสถิติต่อเนื่อง แม้ในขณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า “ราคาทองคำ” อยู่ในช่วงพักฐาน และมีโอกาสลดลงบ้าง
แต่ในภาพรวมในระยะต่อไป ราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาทองคำในตลาดโลก และตลาดในประเทศ แต่ในเบื้องต้น ราคาทองคำในปีนี้อาจจะไม่พุ่งแรงทะลุเพดานเหมือนปีที่ผ่านมา โดยคาดว่า จะเห็นราคาทองในประเทศอยู่ที่ 76,000-80,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจหลักของโลกที่เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นตัวผลักให้ราคาทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดของโลกทะยานไปได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้
เช่นเดียวกับ “ค่าเงินบาท” นักบริหารเงินระบุว่า ทุกครั้งที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากมีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อให้สอดรับกับการซื้อขายทองคำแล้ว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ยังพบว่าจะมีแรงซื้อเงินบาทตามเข้ามาทุกครั้งที่ราคาทองคำขึ้น เป็นแรงเสริมให้เงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น สะท้อน “ความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ที่ต้องการลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากธุรกรรมการซื้อขายทองคำ
โดยคาดว่า ในอนาคตอีกไม่นานนี้ ธปท.น่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ออกมา ซึ่งจะต้องติดตามว่า จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้หรือไม่ และจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่แข็งค่าเกินกว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด
แต่ในระยะอันใกล้ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ นักบริหารเงินมองตรงกันว่า ค่าเงินบาทจะยังมีความผันผวนสูงมาก และมีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเงินบาทควรป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่ปัจจัยในประเทศอาจจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้
แต่ผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น ขณะที่ระยะยาว นักบริหารเงินยังมองกรอบค่าเงินบาทปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ทิศทางราคาน้ำมันโลกซึ่งเป็นอีกสินทรัพย์ที่ทั่วโลกจับตา โดยมองกันว่า ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกมากที่สุดในขณะนี้อาจจะไม่ใช่น้ำมันของเวเนซุเอลาที่เข้ามาเพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่ทุกสายตาจับจ้องโอกาสของการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองของนักวิเคราะห์ที่ว่า “ราคาน้ำมันโลกที่สวิงสูงขึ้นไป หรือลดลงแรงเกินไปก็ไม่เป็นผลดีกับไทยทั้งสิ้น” โดยระบุว่า หากเกิดวิกฤตราคาน้ำมันแพงในช่วงต่อจากนี้จะกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย แต่หากราคาน้ำมันโลกต่ำลงเร็ว ก็อาจจะลากเอาราคาสินค้าเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน หรือยางพารา ซึ่งเป็นรายได้หลักของเกษตรกรไทยลดลงตามลงไปด้วย
สถานการณ์ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งของโลกที่กระทบมายังเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนในไทย กำลังกังวลว่า นอกเหนือจากพื้นที่ของหลายประเทศในโลกที่สหรัฐฯ กำลังมีปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้ อีกภูมิภาคหนึ่งที่สหรัฐฯ มองว่าสำคัญมาตลอดคือ ภูมิภาคอาเซียน และเมื่อถึงเวลานั้น ไทยอาจจะต้องถูกบีบให้เลือกข้าง
ดังนั้น นอกเหนือจากที่รัฐบาลใหม่จะต้องดูแลรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความวุ่นวายของโลกที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า สักวันเวลานั้นจะต้องมาถึง รัฐบาลจึงควรจะคิดหาวิธีเตรียมไว้ว่า จะทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะรักษาความเป็นกลาง ระหว่างสองขั้วเศรษฐกิจการเมืองโลก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์มากที่สุดในโลกที่บีบรัดเราเข้ามามากขึ้นทุกที
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney