
หลังจากเมื่อเดือนตุลาคมปี 2565 ที่ผ่านมา 5 ประเทศในอาเซียนประกอบด้วย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในอาเซียน (ASEAN Payment Connectivity) ร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าใน 5 ประเทศนี้สามารถชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างประเทศในภูมิภาคด้วยการสแกน QR Code โดยใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
ล่าสุดธนาคารกลางของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้เปิดให้ใช้งานระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการใช้ DuitNow และ Quick Response Code Indonesia Standard (QRIS) ซึ่งเป็น QR Code ประจำชาติของมาเลเซียและอินโดนีเซียในการทำธุรกรรม
ทำให้ตอนนี้ชาวมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เดินทางไปมาระหว่างสองประเทศ สามารถสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของกันและกัน โดยไม่ต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลาง สามารถใช้จ่ายผ่านสกุลเงินริงกิตแปลงเป็นรูเปียห์ หรือ รูเปียห์เป็นเงินริงกิต ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมได้ถึง 30%
โดยอัตราแลกเปลี่ยนการทำธุรกรรมจะถูกกำหนดโดยธนาคารกลาง และ QR Code ของแต่ละประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าสามารถรับชำระเงินจากลูกค้าของสถาบันการเงินต่างๆ ที่เข้าร่วม โดยมีค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน
ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ทำการเชื่อมต่อระบบ QRIS เข้ากับ Thai QR เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อให้ลูกค้าทั้งสองประเทศสามารถชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสกุลเงินท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ได้ โดยขณะนี้เวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมระบบการชำระเงินในประเทศเพื่อเข้าร่วมระบบชำระเงินอาเซียน ตามด้วยประเทศลาว กัมพูชา และบรูไนตามลำดับ
ความร่วมมือการเชื่อมโยงระบบชำระเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเชื่อมโยงการชำระเงินของอาเซียน (ASEAN Payment Connectivity) ที่มีเป้าหมายในการขยายการเชื่อมต่อการชำระเงินร้านค้าปลีกแบบเรียลไทม์ข้ามพรมแดนระหว่าง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนภายในปี 2568
Tom Lembong ผู้อำนวยการสถาบัน Consilience Policy Institute ในสิงคโปร์ และอดีตรัฐมนตรีการค้าและการลงทุนของอินโดนีเซีย มองว่าระบบการชำระเงินดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญ ในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอาเซียนที่นอกจากจะช่วยประหยัดเงินให้กับผู้บริโภคแล้ว QR codes ยังเป็นเกราะป้องกันความผันผวนจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
นอกจากนี้ Pandu Patria Sjahrir หัวหน้าคณะทำงานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน ยังกล่าวว่า ระบบดังกล่าวสามารถต่อยอดให้ธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ในอาเซียนที่มีอยู่ประมาณ 70 ล้านราย สามารถเข้าถึงตลาดนอกประเทศและเชื่อมต่อกับผู้ซื้อในระดับชาติหรือระดับภูมิภาคได้ รวมถึงการช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการค้าข้ามพรมแดน เนื่องจากข้อมูลและยอดขายของผู้ค้ารายย่อยแต่ละรายจะถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินหรือนักลงทุนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ง่ายขึ้น
อ้างอิง nikkeiasia