
กกร.ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ เป็น 2.4-2.6% ส่งออกโต 18-22% รับอานิสงส์ภาคผลิตกลุ่มเทคโนโลยีขยายตัว 18.9% แต่ห่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ธุรกิจรายใหญ่ได้แรงหนุนลงทุน AI ขณะที่เอสเอ็มอียังเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4-2.6% จากเดิม 2.1-2.5% หลังการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) แบบใหม่สะท้อนภาพภาคการผลิตที่เติบโตดีขึ้น โดย 9 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัว 2.6% สวนทางกับดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว
โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตสูงถึง 18.9% สอดคล้องกับกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และการส่งออกที่ขยายตัวสูงในปีนี้ สะท้อนว่ากระแสดิจิทัลโลกกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการผลิตไทย
“ส่งผลให้ กกร.ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปีนี้ เป็นขยายตัว 18-22% จากเดิม 12-16% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อเหลือ 2.1-2.5% จากเดิม 2.5-3.0%”
ทั้งนี้ กกร.ยังมีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตแบบ K-shape ชัดเจนขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากการลงทุน AI (ปัญญาประดิษฐ์) และดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ของโลก แต่มีการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึง 60% ทำให้ผลบวกตกถึงเศรษฐกิจไทยอย่างจำกัด ขณะที่ธุรกิจกลุ่มขาล่าง ยังเผชิญกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ
โดยโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนกระแสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการจ้างงานคนไทยและการใช้ห่วงโซ่อุปทานไทย ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถแข่งขันของธุรกิจที่ยังฟื้นตัวช้า
ขณะที่การประชุม IMF-World Bank Group ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจรอบใหม่ (Second Take-off) โดยไทยมีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) รองรับทั้งอุตสาหกรรมอนาคตและการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่ง กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ โดยด้านความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ยังต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือน พ.ย. จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและแรงกดดันเงินเฟ้อ
สำหรับข้อจำกัดด้านการคลัง ของรัฐบาลหลายๆ ประเทศยังมีเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดการเงินยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง และความกังวลเรื่องฟองสบู่ในธุรกิจ AI และนโยบายภายในประเทศ กกร.สนับสนุนการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% (REEV) นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) เป็น 35% โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเป็นธรรมและสนับสนุนฐานการผลิตยานยนต์ไทย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 10% ของจีดีพี จ้างงาน 800,000 คน และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3,000 ราย
“การปรับขึ้นภาษีดังกล่าว จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ปีหน้า เติบโต 7% และเพิ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศกลับสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี รวมถึงดึงดูดการลงทุนในชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ”
ขณะเดียวกัน ที่ประชุม กกร.ได้เน้นย้ำจุดยืนสนับสนุนรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรมในการตรวจสอบและปราบปรามโรงงานที่ลักลอบนำเข้าและทิ้งกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขกฎหมาย โดยยืนยันว่าภาคเอกชนจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบ กกร.เตรียมจัดทำข้อเสนอการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและความเชื่อมั่นต่อภาคอุตสาหกรรมไทย