
TDRI เตือนคลื่น AI ซัดโครงสร้างแรงงานไทย เสี่ยงถูกแทนที่ 2.2 ล้านตำแหน่ง ดันสัดส่วนพุ่งอันดับ 3 อาเซียน สะเทือนถึงเด็กจบใหม่และมนุษย์ออฟฟิศรายได้ดี ขณะที่มิจฉาชีพสบช่องใช้เทคโนโลยีลวงเงิน
ในอนาคตข้างหน้า ภาพของ “คนรุ่นใหม่”เดินเตะฝุ่น หลังจากเรียนจบอาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
โดยล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญผ่านเวทีสัมมนาประจำปี 2569 ด้วยตัวเลขชวนขนลุก ว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า แรงงานไทยราว 2.2 ล้านคน กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ที่จะถูกปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามากลืนกินเนื้องาน
ซึ่งตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ไทยครองสัดส่วนแรงงานกลุ่มเสี่ยงสูงเป็น อันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน ตามหลังเพียงสิงคโปร์และฟิลิปปินส์เท่านั้น
ย้อนไปก่อนหน้า สถิติจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 เผยข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยปัจจุบัน มีตัวเลขคนว่างงานพุ่งแตะ 401,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 10% และนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 20-24 ปี
นี่คือกลุ่ม First Jobber ที่เพิ่งก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับประตูรับสมัครงานที่ปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะนายจ้างเร่งนำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาตัดลดต้นทุน ส่งผลให้งานระดับเริ่มต้น (Entry-level) เช่น การคีย์ข้อมูล งานธุรการ ช่วยตรวจทานบัญชี หรือแม้แต่การตัดต่อคลิปและร่างข้อความโฆษณา ซึ่งเคยเป็น "บันไดขั้นแรก" ให้เด็กจบใหม่ได้สะสมประสบการณ์ กำลังถูกกลืนหายไป
ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ TDRI เผยข้อมูลสำรวจตลาดงานออนไลน์ที่ยังชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดว่า ประกาศรับสมัครงานที่ระบุเงื่อนไข "ต้องมีทักษะด้าน AI" พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าตัวภายในเวลาเพียงสองปี โดยลามไปสู่สายงานทั่วไปอย่างบัญชี การตลาด และงานสร้างสรรค์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงการโปรแกรมเมอร์หรือไอทีอีกต่อไป
จุดตัดสำคัญที่น่าตกใจจากรายงานของ TDRI ยังพบว่าประเภทของงานที่จะถูกแทนที่เสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ จากในอดีต หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกล มักถูกส่งเข้ามาแทนที่แรงงานที่ใช้แรงกายหรืองานซ้ำซากรายได้ต่ำ แต่คลื่น AI รอบนี้พุ่งเป้าไปที่ "มนุษย์ออฟฟิศและสายวิชาชีพ"
สะท้อนถึง ภาวะหดตัวของงานชนชั้นกลาง เพราะงานที่เคยเป็นฐานรากในการสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นใหม่กำลังหายไป เหลือแต่งานรายได้น้อยที่เครื่องจักรยังไม่อยากทำ
โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับภาครัฐ ที่ต้องไม่มองเพียงมิติของการหนุนให้ภาคธุรกิจนำ AI มาใช้เพิ่มกำไรหรือผลิตภาพ (Productivity) เพียงด้านเดียว แต่ต้องเร่งจัดทำแผนที่อาชีพใหม่ (Career Pathway) และอุดหนุนงบประมาณการรีสกิลครั้งใหญ่ ทั้งการดึงคนที่ตกงานกลับเข้าสู่ระบบ และการยกระดับคนที่ยังทำงานเดิมอยู่ให้กลายเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี ไม่ใช่เหยื่อของเทคโนโลยี
ตัวเลข 2.2 ล้านชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอน และสถิติคนรุ่นใหม่เกือบครึ่งที่กำลังเคว้งคว้าง สะท้อนชัดเจนว่า คลื่น AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวในอนาคต แต่เป็นมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังกัดเซาะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอยู่ในขณะนี้
นอกจากเรื่องปากท้องและอาชีพการงานแล้ว รายงานของ TDRI โดย ดร.สลิลธร ทองมีนสุข ยังฉายสปอตไลต์ไปที่อีกด้านของเทคโนโลยี นั่นคือการกลายร่างเป็น "เครื่องมือติดสปีดของมิจฉาชีพ"
วันนี้ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบ Cybercrime-as-a-Service หรือธุรกิจมิจฉาชีพครบวงจร มีการเปิดเช่าโปรแกรม มีบริการคลังข้อมูลหลุด จัดหาบัญชีม้า ไปจนถึงระบบฟอกเงิน ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI ทั้งสิ้น ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพสร้างเนื้อหาหลอกลวงได้แนบเนียน ปลอมแปลงเสียงและใบหน้าคนใกล้ชิด (Deepfake) ส่งอีเมลฟิชชิง และเปิดเว็บปลอมได้นับพันแห่งในเวลาไม่กี่วินาที โดยมีต้นทุนที่ถูกลงเรื่อยๆ
แม้ระบบธนาคารไทยจะเริ่มนำโมเดล AI มาใช้วิเคราะห์และตัดตอนบัญชีม้า แต่เทคโนโลยีฝ่ายรุกยังคงก้าวนำฝ่ายรับอยู่เสมอ
สิ่งที่ TDRI เสนอ คือ นอกจากสื่อสารให้ประชาชน "รู้เท่าทัน" มากขึ้นในวันที่เทคโนโลยีปลอมตัวได้เนียนระดับแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า อีกทางออกสำคัญ ยังรวมถึงการวางกลไก "ความรับผิดชอบร่วม" (Shared Responsibility) ระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (ค่ายมือถือ) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต้องแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อสกัดกั้นเม็ดเงินก่อนจะไหลออกนอกประเทศอีกด้วย.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney